วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

มะเร็งเต้านมระยะที่ศูนย์

เครดิตภาพประกอบ: http://www.ndtv.com/health/breast-conserving-surgery-plus-
radiation-increases-survival-rates-for-some-women-1253632

โดยทั่วไป เรามักจะได้ยินว่า มะเร็งแบ่งเป็น 4 ระยะ โดยเข้าใจกันว่าระยะที่ เป็นระยะเริ่มแรกที่เรียกว่าเป็นน้อย ส่วนระยะที่ 4 หมายถึง โรคมีการลุกลามมากจนถึงระยะสุดท้ายแล้ว และพอจะได้ยินกันบ้าง คือ ระยะก่อนการเป็นมะเร็ง ซึ่งหมายถึงเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์ปกติ ไปสู่เซลล์พร้อมที่จะเป็นมะเร็ง  

แต่พอได้ยินคำว่ามะเร็งระยะศูนย์  ก็มักจะงงว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่มักไม่มีอาการบ่งบอก และตรวจพบจากการตรวจคัดกรอง มะเร็งเต้านมระยะศูนย์ ที่เราเรียกว่า Ductal Carcinoma in Situ หรือ DCIS ถูกจัดกลุ่มว่าเป็นมะเร็งที่ไม่คุกคามต่อชีวิต ที่น่าสนใจคือ มะเร็งเต้านมระยะศูนย์ เป็นมะเร็งที่พบได้  ทั้งนี้จากโปรแกรมการตรวจคัดกรองของสตรีอเมริกา จะพบจำนวนมากถึง 1 ใน ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด

มะเร็งเต้านม เกิดจากการก่อตัวเป็นก้อนมะเร็ง ในท่อน้ำนมที่เป็นเซลล์เยื่อบุ ในกรณียังไม่ลุกลามผ่านเยื่อบุฐานราก ที่เรียกว่าเซลล์  Basement Membrane ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นกำแพงที่คอยกั้นเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลามออกไปสู่ภายนอกท่อน้ำนม เรียกในช่วงนี้ว่า Carcinoma in Situ แต่ถ้าลุกลามผ่านเยื่อบุฐานราก ก็จะมีโอกาสลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่ออื่นได้ เช่น หลอดเลือดหรือต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเรียกว่า Invasive Carcinoma หรือ มะเร็งระยะลุกลาม ซึ่งจะกำหนดเป็นระยะ 1-4 ดังนั้นมะเร็งที่อยู่ภายในเยื่อบุฐานรากจะถูกจัดเป็นมะเร็งระยะที่ศูนย์ หรือมะเร็งระยะก่อนลุกลาม ส่วนใหญ่ตรวจพบได้โดยการตรวจเช็คมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจที่เรียกว่า แมมโมแกรม จะพบในรูปของหินปูนที่ผิดปกติ เป็นเพียงกลุ่มหินปูนเล็กๆ โดยบางครั้งยังไม่เห็นเป็นก้อนด้วยซ้ำไป

ผู้ป่วยส่วนใหญ่พยายามถามแพทย์ว่า ตกลงเป็นมะเร็งหรือเปล่า โดยหวังคำตอบว่า ระยะศูนย์คือไม่เป็นมะเร็ง แต่พอแพทย์ ตอบว่าเป็นมะเร็ง ก็รู้สึกผิดหวัง ตกใจ กลัวสับสน และเกิดความกังวลมากขึ้น เมื่อแพทย์อธิบายแนวทางการรักษาด้วยการผ่าตัด แบบเก็บรักษาเต้านม ตามด้วยการฉายรังสี เพราะอดีตคนทั่วไปจะเข้าใจขั้นตอนการรักษาด้วย การฉายรังสีนั้น จะทำในผู้ป่วยที่อยู่ในระยะลุกลามน้อยจนถึงมากแล้ว

การรักษามะเร็งระยะศูนย์

มะเร็งเต้านมที่เป็นระยะศูนย์ ถือว่ายังไม่มีการแพร่กระจายของตัวเซลล์มะเร็งออกไป ตั้งเป้าหมายสูงสุดที่เป็นการรักษาเพื่อหวังผลหายขาด อัตรารอดที่ 5 ปีประมาณ 95 - 100%     

การรักษาเฉพาะที่ โดยการผ่าตัด เป็นหัวใจหลักของการรักษา ศัลยแพทย์ร่วมกับอายุรแพทย์ และรังสีแพทย์  จะเลือกวิธีการผ่าตัดให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนไป โดยมีทางเลือกของการผ่าตัด  คือ
  • การผ่าตัดแบบรักษาเต้านม ต้องมีการฉายแสงตามหลังการผ่าตัด ในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่เกิน  4-6 สัปดาห์
  • การตัดเต้านมออกทั้งเต้า โดยอาจจะร่วมกับการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมขึ้นใหม่
แต่จากรายงานของกลุ่ม  National Surgical Adjuvant Breast and Bowel Project (NSABP) ใน J Natl Cancer Inst (2015) 107(12): พบว่า การผ่าตัดแบบรักษาเต้านม ตามด้วยการฉายรังสี จะให้ผลเท่ากับการผ่าตัดเต้านมทิ้งทั้งเต้า

ทำไมต้องฉายรังสี
ด้วยความเห็นที่หลากหลาย ด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน ผมพอจะสรุปได้ว่าการรักษาหลักในอดีต มักจะผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้า แต่ต่อมาด้วยการศึกษาจำนวนมากในการรักษาแบบเก็บรักษาเต้านม ตามด้วยการฉายรังสี ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของผู้ป่วย ปัจจุบันกลายมาเป็นมาตรฐานการรักษา เช่น จากรายงานของการศึกษา RTOG 9804: ในกลุ่มที่พยากรณ์โรคดี ที่ติดตาม 7 ปี แม้ว่าอัตราการกลับเป็นใหม่จะต่ำ แต่ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อให้รังสี โดยการฉายรังสีจะลดอัตราการกลับเป็นใหม่ของโรคได้มากถึง 50% โดยเฉพาะกลุ่มที่เสี่ยงน้อย โดยจะลดลงเหลือไม่ถึง 1% ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือกลุ่มที่กลับเป็นใหม่  มักมีโอกาสเป็น Invasive หรือกลุ่มที่ลุกลามได้

พร้อมทั้งการศึกษาแบบสุ่มของ EORTC Breast Cancer Cooperative Group and EORTC Radiotherapy Group  Trial 10853 (J Clin Oncol 24:3381-3387). ซึ่งเป็นการศึกษาแบบสุ่ม เปรียบเทียบการให้และไม่ให้รังสี สรุปว่า จากการติดตามระยะที่ 10 ปี การฉายรังสี ได้ประโยชน์ในทุกกลุ่ม  โดยลดได้ถึง 47% และจาก Overview of the Randomized Trials of Radiotherapy in Ductal  Carcinoma In Situ of the Breast ของ Trialists’ Collaborative Group (EBCTCG) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร  Journal of the National Cancer Institute Monographs, No. 41, 2010 ได้รวบรวมรายงานการศึกษาแบบสุ่มถึง 4 รายงาน

ในช่วงปี 1995 ที่เปรียบเทียบระหว่างการให้รังสีและไม่ให้รังสี หลังการผ่าตัด Breast-Conserving Surgery ในผู้ป่วย Ductal Carcinoma in Situ (DCIS) หรือมะเร็งระยะศูนย์ จำนวน 3,729 คน พบว่า การฉายรังสีลดอัตราการเกิดปัญหาการกลับเป็นใหม่ที่ระยะ 10 ปี ในเต้านมข้างเดียวกัน ทั้ง Recurrent DCIS หรือ Invasive Cancer ลงถึง 15.2% จาก 12.9% กับ 28.1%  (p <.00001)   โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ (P< 0004)
                 
แม้แต่ กลุ่มที่ Negative Margins และ Small Low-Grade Tumors อัตราการลดของการกลับเป็นใหม่ในเต้านมข้างเดียวกันที่ระยะ 10 ปี ในกลุ่มที่ได้รับรังสี เท่ากับ  18.0%  (12.1% vs 30.1%, P = .002)

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นข้อสรุปว่า ทำไมต้องฉายรังสีทั้งที่ยังอยู่ในระยะศูนย์ เพราะสามารถลดการกลับเป็นของมะเร็งเต้านมอย่างชัดเจน และด้วยเทคนิคที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน ที่เป็นรังสี สามมิติ ( 3D-CRT) หรือ รังสีแปรความเข้ม (IMRT) ทำให้มีความปลอดภัยและมีเต้านมที่เหมือนปกติเดิมมากที่สุด
                        
ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ ว่าเป็นมะเร็ง ก็ขอให้ท่านตั้งสติ พิจารณาขอคำปรึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ และมองในจุดที่เราโชคดีกว่าผู้ป่วยอีกมากมายที่เราเป็นเพียงระยะศูนย์ เรามีโอกาสหายขาด มีชีวิตเหมือนคนปกติ ในขณะที่บางคนพอรู้ก็อยู่ในขั้นที่ลุกลาม หรือขั้นสุดท้ายแล้ว ขอให้ท่านพยายามดูแลตนเองต่อไปให้ดีที่สุดนะครับ


วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผวาทั้งโลก! แป้งยี่ห้อดังจ่ายค่าชดเชย 2 พันกว่าล้าน!! โรยจิ๊มิ เสี่ยงมะเร็งรังไข่? ทาหนังหน้า เสี่ยงมะเร็งปอด? (Manager Online)


ที่มาภาพประกอบ:
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9590000020467

ไม่น่าเชื่อจริงๆครับว่า จะมีข่าวนี้เกิดขึ้นในวันนี้ ที่หลายท่านอาจะได้อ่านผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆไปบ้างแล้ว เรื่องนี้ผมเคยนำเสนอเมื่อวันที่ 28 ธค. 2557 เรื่องแป้งกับโรคมะเร็ง ตอนนั้น ก็มีผู้ถามเข้ามามากมายว่าน่ากลัวขนาดนั้นหรือ ผมก็ตอบตามทฤษฎี  
                    
แต่ในรายนี้ที่มีการชนะคดี ก็คงเป็นรายละเอียดของการฟ้องร้องและการพิสูจน์ ตามรายละเอียดของข่าว ผมไม่สามารถให้ความเห็นได้ 
                 
ผมเพียงแต่จะนำบทความเดิมมาให้ท่านผู้อ่านให้ได้รับทราบกันอีกครั้ง เพื่อเป็นประโยชน์และข้อควรระวังในการใช้แป้ง โดยเฉพาะทารก หรือเด็กตัวน้อยๆ ครับ

แป้งและมะเร็ง - หอม เนียน สวย แต่มีปัญหา


หอม เนียน สวย  สบาย ไม่อับชื้น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ ทุกเพศ ทุกวัย ต้องการ โดยเฉพาะในเมืองร้อนแบบประเทศไทย

คงไม่ต้องสงสัย  แป้ง คือสิ่งที่เรานำมาใช้ตั้งแต่ทารกแบเบาะ  เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว
แป้งมีส่วนผสมของ Talc ซึ่งจัดเป็นแร่ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มีชื่อทางเคมี คือ Magnesium Silicate Hydroxide  

คุณสมบัติหนึ่ง  คือ สามารถดูดซับความชื้น ทำให้พื้นผิวที่มันเคลือบอยู่แห้ง เนียนลื่น ให้ความรู้สึกเรียบ แห้ง สะอาด มีการนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น การทำสี เซรามิค การทำเครื่องสำอาง เช่น บลัชออน อายชาโดว์ และแป้ง โดยจะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของแป้งฝุ่นเกือบทุกชนิด รวมทั้งแป้งเด็กด้วย

การที่ Talc มีสีขาวและโปร่งแสง ทำให้กลมกลืนไปกับผิว โดยจะเอามาบดจนละเอียด และผสมวิตามิน น้ำหอม และสารอื่นๆลงไป ทำให้ได้แป้งฝุ่นโรยตัวที่มีกลิ่นหอม

ทำไมมีปัญหา ต่อวงการโรคมะเร็ง

อันดับแรก ที่รู้กันมานานในผู้ป่วยและญาติ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสี ว่าจะต้องไม่ใช้แป้งในบริเวณที่ฉายรังสี เพราะจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อผิวหนังได้มากขึ้น เมื่อรังสีกระทบกับแป้งทำให้เกิดรังสีกระเจิง

สิ่งที่จะพูดในวันนี้ คือ คำถามที่มีมายาวนานว่า แป้งที่มีส่วนประกอบ Talc เป็นสารที่อาจจะก่อเกิด มะเร็ง รังไข่  หรือไม่

จากการศึกษาวิจัย พบว่า การใช้แป้งบริเวณเชิงกราน จะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ มากถึง 2 เท่า และมีรายงานสนับสนุนพบว่า คนไข้ที่เป็นมะเร็งระยะที่ 3 ของรังไข่แบบ Papillary Serous จะมีแป้งอยู่ในต่อมน้ำเหลืองที่อุ้งเชิงกราน นำไปสู่ความเชื่อที่ว่า การใช้แป้งบริเวณอวัยวะเพศ อาจจะมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งของรังไข่แบบเซลล์บุพื้นผิว (Epithelial cancer) โดยเชื่อว่า แป้งที่หลงเข้าไปในร่างกาย จะผ่านไปยังช่องคลอด มดลูก ท่อนำไข่และเข้าสู่ช่องท้อง เนื่องจาก Talc เป็นสารอนินทรีย์ ไม่สามารถย่อยสลายได้ในคน ทำให้เกิดการสะสม และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

ปัจจุบัน บางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ได้มีการเปลี่ยนจาก Talc มาเป็นแป้งข้าวโพด ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายได้ในคน โดยคาดว่าน่าจะปลอดภัยกว่า       
         
นอกจากนี้เมื่อมีการศึกษาในหนูทดลอง พบว่า ถ้าหนูทดลองสูดดมสาร Talc เข้าไปภายในระยะเวลา 1-2 ปี จะก่อให้เกิดเนื้องอกของปอด ทรวงอก และระบบทางเดินหายใจ

มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ภาวะการอักเสบมีส่วนสำคัญในการเกิดมะเร็งรังไข่

แต่ในอีกความเชื่อหนึ่งคือ ไม่จำเป็นต้องเกิดการอักเสบจากการสัมผัสโดยตรง แต่ผ่านกระบวนการลด Anti-MUC1 antibodies   ซึ่งปกติจะเป็นตัวที่ลดอัตราความเสี่ยงต่อมะเร็งรังไข่    
       
ด้วยรายงานที่มีความแตกต่างกัน จึงมีการศึกษาทบทวน แต่ก็เป็นการยากที่จะสรุปได้ชัดเจนว่าแป้งทำให้เกิดมะเร็งรังไข่ แม้แต่รายงานที่พบความสัมพันธ์ว่าผู้ป่วยมะเร็งรังไข่มีการใช้แป้ง แต่ก็ไม่มีการศึกษาว่า จำนวนที่ใช้จะมีความสัมพันธ์หรือไม่  ที่สำคัญที่สุด คือ แป้งแต่ละชนิด ก็มีส่วนผสมที่แตกต่างกัน  ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานการเปรียบเทียบทางระบาดวิทยาของการใช้แป้ง   

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อมูลต่างๆ ในปี  2006 The  International Agency for Research on Cancer (IARC)  ได้จัดระดับความน่าจะเป็นสารก่อมะเร็ง  โดยการใช้แป้งในบริเวณเชิงกราน อยู่ในระดับ2   (ถ้าสารใดเป็นสารก่อมะเร็ง เราจะให้ระดับที่ และระดับที่ไม่ใช่สารก่อมะเร็งจะเป็นระดับ 4)                  
สิ่งที่น่าสนใจ คือ จากการศึกษาแป้งในท้องตลาดประเทศไทย  จำนวน 24   ชนิด ของ คุณ กมลรัตน์ ลีดี    พยาบาลหน่วยรังสีมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ พบว่า มี  Talc ผสมอยู่ถึง 23 ชนิด

ดังนั้นเราควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะบนพื้นฐานที่ไม่สามารถชี้ชัดทางระบาดวิทยาที่จะแสดงความสัมพันธ์ได้ชัดเจน การใช้แป้งทาหน้า ทาตัว หรือที่ต่างๆ ในร่างกาย ต้องใช้เมื่อจำเป็น ในปริมาณที่น้อยๆ และต้องระวังอย่าให้ฟุ้งในอากาศ เพราะจะทำให้ปนเปื้อนเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และไม่ควรใช้ใช้แป้งกับอวัยวะเพศ เนื่องจากเหตุผลดังที่ได้กล่าวมา ขาว เนียน สวย ต้องปลอดภัยด้วยนะครับ
แหล่งข้อมูล  JNCI Vol. 106 September 102014



วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ทำไมฉายรังสีที่โพรงหลังจมูก ต้องเจาะท้องให้อาหาร ?





เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีคำถามจากลูกสาวผู้ป่วยรายหนึ่งน่าสนใจมาก หากไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน ก็คงจะงง ไม่เข้าใจและเกิดความวิตก ด้วยเหตุที่คุณแม่ของเธอคลำพบก้อนที่คอ โดยไม่ได้มีอาการอื่นๆชัดเจน ใช้ชีวิตได้ตามปกติและได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หมอบอกว่าเป็นมะเร็งโพรงหลังจมูก ต้องได้รับการรักษาด้วยรังสี เพียงแค่นี้ก็เครียดมากแล้ว แต่ตกใจยิ่งกว่า เมื่อหมอบอกว่าจะให้เจาะท้องเพื่อให้อาหาร ทั้งๆที่มารดายังกินอาหารได้ตามปกติ ก็ยิ่งเพิ่มความกลุ้มกังวลมากขึ้นอีก ด้วยคิดไปต่างๆนานาว่า แม่คงอาการหนัก เพราะเคยเห็นคนให้อาหารทางสายยางที่ใส่ทางจมูก แต่นี่ของแม่เธอต้องเจาะกระเพาะเลย ฟังดูก็น่ากลัวสำหรับแม่และตัวเธอเอง

ทำไมต้องเตรียมการให้อาหาร

ประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องน้ำหนักลด ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีจากรายงานที่ชัดเจนพบว่าการที่น้ำหนักลดในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสี (BJR 2013;1091093-1099) โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกที่มีน้ำหนักตัวน้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะมีผลเสียต่อการรักษา  

น้ำหนักลด เกิดจากอะไร

ดังที่เคยกล่าวมาแล้วในบทเรื่องน้ำหนักลดผิดปกติ ต้องระวังเพราะอาจเกิดจากโรคที่ซ่อนอยู่ ซึ่งนอกจากมะเร็งแล้วยังมีโรคอื่นๆที่พบบ่อยได้แก่
1.โรคทางกลุ่มไร้ท่อ เช่น เบาหวาน Hyperthyroidism Hyperparathyroidism 
2.โรคทางทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Disease) ที่การดูดซึมสารอาหารลดลง (Malabsorption Syndrome)
3.โรคติดเชื้อเรื้อรัง เช่น วัณโรค เอดส์ หรือ ตับอักเสบ 
4.โรคทางระบบประสาท Neurological Disease  ได้แก่โรคหลอดเลือดสมอง สมองเสื่อม พาร์กินสัน  
5. การติดสารเสพติด แอลกอฮอล์ กัญชา     
                 
ในผู้ป่วยมะเร็งเมื่อแรกวินิจฉัยนั้น ร้อยละ 50 จะมีอาการเบื่ออาหารร่วมกับน้ำหนักลด โดยเฉพาะกลุ่มมะเร็งของทางเดินอาหารส่วนต้น ที่ทำให้กินอาหารลำบาก เช่น มะเร็งที่ลำคอ มะเร็งหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร รวมทั้งมะเร็งตับและตับอ่อน ที่ผู้ป่วยน้ำหนักจะลดลงมากและเร็ว โดยน้ำหนักตัวลดลงมากกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักก่อนป่วย

ทั้งนี้น้ำหนักอาจจะลดลงอีก หากเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา โดยเฉพาะจากยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา การฉายแสงทำให้เกิดอาการถ่ายเหลวหรือลำไส้อักเสบตามมา ในบางรายมีการฉายแสงบริเวณต่อมน้ำลาย ทำให้ต่อมน้ำลายแห้ง มีปัญหาในการ กลืน เป็นต้น 

นอกจากนี้ แม้จะกินอาหารได้ ร่างกายก็อาจจะมีการสร้างสารเคมีต่างๆออกมา เป็นเหตุให้กระบวนการทางเมตาบอลิสมของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไป และเกิดการเผาผลาญโปรตีนผิดปกติ  พร้อมๆกับอัตราการสร้างโปรตีน ของกล้ามเนื้อลดลง

การรักษาภาวะน้ำหนักลด     
   
1.การรักษาน้ำหนักลดให้ได้ผล ต้องดูแลโรคร่วมดังที่กล่าวมาแล้ว ประกอบกับการรักษาต้นเหตุ ได้แก่ การรักษาโรคมะเร็ง ร่วมกับการป้องกัน รักษาภาวะแทรกซ้อนจากเนื้องอก การผ่าตัด หรือแก้สาเหตุต่างๆ ที่มีผลต่อการอุดตันทางเดินอาหารจากก้อนเนื้องอก เป็นต้น

2. การรักษาโดยการใช้ยากลุ่ม โปรเจสเตอโรน และคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ เป็นอย่างดี เพราะอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนจากยาได้

3.การได้อาหารที่เหมาะสมและเพียงพอ ซึ่งข้อนี้จะเป็นประเด็นของผู้ป่วยท่านนี้ที่ต้องเจาะท้อง เนื่องจากเชื่อว่าผู้ป่วยจะต้องเกิดภาวะน้ำหนักลดจากการรักษา ซึ่งต้องใช้ทั้งยาเคมีบำบัด และการใช้รังสี นำไปสู่ข้อจำกัดของการกินอาหาร

ทำไมต้องเจาะท้องเพื่อให้อาหาร

การให้อาหารทางสายยางจึงถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการขาดอาหาร แต่การให้อาหารทางสายยางมีได้หลายวิธี ที่เห็นบ่อยในอดีตหรือผู้ป่วยทั่วไป คือการใส่สายทางจมูก ผ่าลำคอเข้าหลอดอาหาร ส่วนปลายสายยางจะอยู่ในกระเพาะอาหาร จะมีประโยชน์ในกลุ่มที่ใส่ในระยะช่วงสั้นๆ ที่ไม่มีปัญหาการอักเสบที่คอหรือจมูก แต่ในผู้ป่วยมะเร็งโพรงหลังจมูก ที่เนื้องอกอาจจะอุดตันในโพรงหลังจมูก หรือ อาจจะมีเลือดออก รวมทั้งเวลาฉายรังสีบริเวณนี้จะมีการอักเสบ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเจ็บมาก และถ้าต้องใส่เป็นระยะเวลาหลายเดือน ก็จะเป็นที่รำคาญและทรมานกับผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่สายจะหลุดได้ด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจจะดึงสายหลุด ต้องมีการใส่สายใหม่ นอกจากนี้อาจเกิดแผลกดทับที่ขอบจมูกและภายในทางเดินหายใจและหลอดอาหาร ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญอีกประการ คือ เกิดการสำลัก อาจทำให้ปอดอักเสบและเสียชีวิตได้

ต่อมาใช้ วิธีการใส่สายยางโดยตรงที่กระเพาะ ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเทคนิคที่ง่ายและดีขึ้น คือ การใส่สายให้อาหารทางหน้าท้องโดยใช้กล้องส่องกระเพาะอาหารหรือที่เรียกว่า PEG (Percutaneous Endoscopic Gastrostomy) วิธีการนี้จะ สะดวก รวดเร็ว โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการผ่าตัด หลังจากนั้น ก็จะมีการสอนการดูแลสายและวิธีการให้อาหาร ที่มีรายละเอียดซึ่งอาจจะแตกต่างกันบ้าง แต่ก็เป็นมาตรฐานเดียวกัน

โดยสรุปแล้ว การจะใส่สายเข้ากระเพาะหรือไม่ จะเป็นการวางแผนร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพและอายุผู้ป่วย ไม่ได้หมายความว่าต้องใส่ทุกราย ซึ่งหมายความว่า ทีมสู้มะเร็งต้องทำความเข้าใจและร่วมกันดูแลครับ

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ใส่ PEG นั้น ผู้ป่วยก็ต้องพยายามกลืนอาหารทางปากเท่าที่ทำได้ด้วย เพื่อลดปัญหาเรื่อง การกลืนลำบากในภายหลัง เมื่อเสร็จสิ้นการรักษาแล้วนะครับ
                 

ที่มาภาพประกอบ: Khursheed N.J., Clinical nutrition: 6. Management of nutritional problems of patients with Crohn’s disease. CMAJ, Apr. 2, (2002); 166 (7)