วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความหวังของผู้ป่วย มะเร็งต่อมลูกหมาก ระยะแพร่กระจาย

เป็นที่ทราบกันดีว่าการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มแรกนั้นได้ผลดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด หรือ การฉายรังสีที่มีเทคนิคแตกต่างกันมากมาย โดยมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังพบว่าในผู้ป่วยบางรายที่เสียชีวิตจากโรคอื่นๆ ตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากซ่อนเร้นอยู่ โดยไม่แสดงอาการใดๆ                 
ด้วยการตรวจค้นพบที่รวดเร็ว สะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือดเพื่อหาระดับ PSA ในกระแสเลือด  การตรวจวินิจฉัยที่ง่ายผ่านการตัดพิสูจน์ชิ้นเนื้อ โดยอาศัยการตรวจอัลตราซาวด์ทางทวารหนัก

อย่างไรก็ตามก็ยังมีมะเร็งในระยะลุกลาม หรือระยะแพร่กระจายที่ยังเป็นปัญหาต่อผู้ป่วย ที่ผลการรักษายังไม่ดีนัก ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉายรังสี การให้ฮอร์โมน หรือ ยาเคมีบำบัด 

ในการประชุม ECCO ประจำปี 2015 ครั้งนี้ ศาสตราจารย์ Nicholas James จากมหาวิทยาลัย Warwick ประเทศอังกฤษ รายงานการรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก จำนวน 2,962 ราย ที่อยู่ในระยะลุกลามหรือแพร่กระจาย โดยการแบ่งผู้ป่วยเป็น กลุ่มโดยวิธีการสุ่ม ในชื่อการศึกษาที่เรียกว่า STAMPEDE

จาการศึกษาพบว่า ผลในเรื่อง Symptomatic Skeletal Event หรืออาการทางด้านกระดูก ไม่ว่าจะเป็นการปวดหรือหัก จากการกระจายของโรคจะลดลงในกลุ่มที่ได้รับยา Doxetexel โดยทำให้อาการเกิดช้าลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P<0.0001 แต่การเพิ่มยา Zoledronic ซึ่งเป็นยาที่ใช้ทั้งรักษาหรือป้องกัน การเกิดอาการทางด้านกระดูก ก็ไม่ได้ประโยชน์ ในกลุ่มนี้ ทั้งอัตราการอยู่รอด หรือ การเกิดอาการทางกระดูก

การศึกษานี้สอดคล้องกับการศึกษาของ Dr. Claire Vale จาก University College London ประเทศอังกฤษ ที่เพิ่มยา Doxetexel ในกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยฮอร์โมน ที่เรียกว่า Androgen Deprivation Therapy ( ADT ) นำไปสู่การเพิ่มอัตราการอยู่รอดที่ระยะ 4  ปี  10 %  (จาก 40% เป็น 50 %)  และลดอัตราการล้มเหลวจากการรักษาลง 15% แต่อัตราการอยู่รอดจะไม่มีนัยสำคัญในกลุ่ม M0 หรือกลุ่มที่ไม่มีการแพร่กระจาย ซึ่งจะคล้ายกับกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยากลุ่ม  Bisphonate  ซึ่งจะเพิ่มอัตราการอยู่รอดในกลุ่มที่มีการกระจาย แต่จะได้ประโยชน์น้อยในกลุ่ม MO

โดยสรุป ในการประชุม ECC ครั้งนี้ ได้ไขข้อข้องใจว่าการเติม ยาเคมีบำบัด Doxetexel จะได้ประโยชน์ในกลุ่มมะเร็งต่อมลูกหมากที่ต้องรักษาด้วยฮอร์โมนหรือไม่ ซึ่งนับเป็นการปรับแนวทางการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากในระยะลุกลาม ซึ่งท่านสามารถที่จะปรึกษาแพทย์ผู้รักษาของท่านได้ครับ  เพราะต้องประเมินความเหมาะสมในการได้รับยาด้วยความรอบคอบครับ


                                                                                                              

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แพทย์ทางเลือก และการรักษาเสริม (Complementary and Alternative Medicine) ท่านเชื่อหรือไม่?


ภาพประกอบจาก: http://www.cancercompass.com/

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว ที่มีแนวทางการปฏิบัติตัว หรือ การรักษาเสริมถึง 10 ทางเลือก ก็เกิดคำถามว่า Complementary and Alternative Medicine (CAM) มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ วันนี้จึงนำบทความของศาสตราจารย์ Tony Mok ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการมะเร็งมาเล่าสู่กันฟัง

Complementary and Alternative Medicine (CAM) ใช้เรียกผลิตภัณฑ์  หรือ ปฏิบัติการทางการแพทย์ ที่ไม่ได้เป็นส่วนในทางการแพทย์มาตรฐาน การแพทย์มาตรฐาน หรือ Standard Medical Care คือการดูแลรักษาโรค โดยบุคลากรทางด้านสุขภาพ M.D. (Medical Doctor)  หรือ แพทยศาสตร์บัณทิต  ซึ่งบางส่วนก็จะร่วมปฏิบัติโดย พยาบาล เจ้าหน้าที่ เช่น นักกายภาพบำบัดเป็นต้น

การรักษาเสริม หรือ แพทย์ทางเลือก ไม่ใช่การแพทย์หลัก หรือ เป็นมาตรฐานในการรักษาโรคนั้น หากแต่เป็นการรักษาที่ใช้ร่วมกับการแพทย์ มาตรฐานเช่น การฝังเข็ม ที่ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะการใช้ยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นการรักษามาตรฐานเป็นต้น

ปัจจุบัน  CAM เป็นวิธีการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับความสนใจและใช้บ่อยมากขึ้นในผู้ป่วยมะเร็ง ทั้งนี้ไม่ว่าแพทย์จะให้ความใส่ใจและเชื่อถือหรือไม่ จากรายงานใน Asia–Pacific Journal of Clinical Oncology โดย Pirri  พบว่า 30% ของผู้ป่วยมะเร็งใช้ CAM ระหว่างการรักษา ในประเทศอเมริกา และออสเตรเลีย มีรายงานการใช้ 40 ถึง 50% ในประเศจีน มีการใช้สมุนไพรมากกว่า 80% ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม  และที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ MD Anderson Cancer Center  ซึ่งเป็นสถาบันทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงในอเมริกา พบว่า 83.3% ของผู้ป่วยมีการใช้การรักษาเสริมอย่างน้อย 1 อย่าง

ด้วยเหตุความรู้ที่จำกัดและความไม่เชื่อต่อศาสตร์นี้ แพทย์จึงไม่ค่อยพูดเรื่องนี้กับผู้ป่วย ส่วนผู้ป่วยเองก็ไม่อยากปรึกษาแพทย์ เพราะเกรงใจและกลัวจะเกิดความขัดแย้ง ยกเว้นแพทย์พร้อมที่จะพูดเรื่องนี้ด้วย

ผู้ป่วยเชื่อ CAM เพราะเขาต้องการแสวงหาความมั่นใจและความหวัง ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอทางวิทยาศาสตร์ แต่พร้อมที่จะเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นจาก สื่อ เพื่อน ที่ฟังแล้วดูดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับความคาดหวังผลการรักษาที่ดีชัดเจนจากแพทย์ ทั้งนี้เพราะการแพทย์มาตรฐานนั้น จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การอ้างอิง โดยเฉพาะการเปรียบเทียบแบบสุ่ม ซึ่งแพทย์จะอธิบายในเชิง อัตราการตอบสนอง และอัตราการอยู่รอด ทำให้ผู้ป่วยมักจะขาดความมั่นใจ และกลัวการเผชิญกับการสูญเสีย  

ในขณะที่ ผู้ให้การดูแล CAM ไม่ต้องอยู่ในสภาวะที่ต้องอยู่ในกรอบของความจริงมากนัก เพราะอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อ ผู้ให้การรักษามักจะมีคำพูด น่าฟังปลุก ความหวัง และปลุกใจให้ต่อสู้ 

ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกมีอำนาจในการตัดสินใจ ในการเลือกเพื่อสุขภาพที่เกิดขึ้นใน CAM จะมากกว่าแพทย์มาตรฐานที่กำหนดไว้ชัดเจน  การเปลี่ยนแปลงหรือปรับแต่งมีได้น้อย ทำให้ผู้ป่วยและแพทย์ ถูกบังคับให้ทำตาม เพื่อลดความเสี่ยงต่อความผิดพลาด 

จากรายงานของ Pirri พบว่า CAM  ได้ผลดีถึง 2/3 ของผู้ป่วย ในด้านร่างกายและจิตใจ อารมณ์ โดยลดระดับความเครียดที่ดีกว่า ในกลุ่มที่ใช้ เทียบกับกลุ่มที่ไม่ใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P= 0.042)    และ 77.9% เชื่อว่าเป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน          
                  
ส่วนทางเลือกของสมุนไพร โดยเฉพาะแพทย์ แผนจีน Chinese Herbal Medicine (CHM) ตั้งบนพื้นฐานของลัทธิเต๋า (Taoism) มีปรัญชญาความเชื่อของความสมดุล หยินหยาง (Yin – Yang) และพัฒนาต่อเนื่องในระบบที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยยาสมุนไพรจีน ได้ถูกจัดหมวดหมู่ตามผลของยา ดังเช่น The Ben Cao Gang Mu (General Outlines and Divisions of Herbal Medicine) โดย  Li Shizhen (1517–1593AD)  ที่เป็นตำรับยาใหญ่ ที่มีรายการ 1892 ชนิดจากสมุนไพรธรรมดา จนถึงชิ้นส่วนของสัตว์ต่างๆ
              
ในการสั่งยาแต่ละครั้งจะประกอบด้วยสมุนไพร 10 ถึง 15 อย่าง โดยแตกต่างกันตามลักษณะของผู้ป่วย จึงเป็นการยากที่จะกำหนดมาตรฐานของยาจีน          
            
นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ของแพทย์ตะวันตก และแผนจีนจะต่างกัน วัตถุประสงค์ของยาจีน จะเป็นฟื้นคืนความสมดุลย์ของหยินหยาง นำไปสู่ความรู้สึกดีของผู้ป่วย ที่ได้รับการเยียวยา ผลการรักษาที่ดีนำไปสู่ความชอบและความเชื่อมั่นที่สูงขึ้นทั้งผู้ป่วยและผู้ให้การรักษานำไปสู่อาการที่ดีขึ้น แต่ในทางการแพทย์ตะวันตก จะมองในรูปแบบของการตอบสนอง และอัตราการอยู่รอดที่สามารถวัดได้
                 
ดังนั้น จึงเป็นงานที่ท้าทายมากที่จะอาศัยกระบวนการวิจัยแผนปัจจุบันไปสู่การพิสูจน์ผลทางแผนจีน หรือ CAM
                
อย่างไรก็ตาม ในสภาวะปัจจุบัน การประสานความไม่เชื่อ และความเชื่อของผู้ป่วยเป็นเรื่องสำคัญ บนพื้นฐานของ

1. ทั้ง 2 ฝ่ายต้องยอมรับว่า CAM อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อ ต้องเชื่อมั่นในความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์

2. แพทย์ต้องศึกษาเรื่อง CAM ด้วยตนเอง เพราะไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันได้ เพราะไม่มัหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่แสดงถึงประสิทธิภาพ แต่ประเด็นที่สำคัญคือ การพิจารณาในเรื่องความปลอดภัย ต้องเกิดจาการร่วมมือกันของทั้ง 2 ฝ่าย

3. เราต้องแสวงหาและประชาสัมพันธ์หลักฐานทางวิทยาศสาตร์เพิ่มขึ้น ท่านจะเชื่อหรือไม่ คงเป็นดุลยพินิจของท่าน แต่  CAM จะยังคงจะเป็นการรักษาทางเลือกของคนไข้มะเร็งอย่างแน่นอน

บทความนี้ผมเขียน เพื่อให้ทีมสู้มะเร็งได้มีข้อมูลในการพิจารณา เพื่อสร้างโอกาสและความหวังที่กว้างขึ้นครับ ไม่ได้ให้เชื่อ หรือปฏิเสธ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
1. Pirri C,et al Use of complementary and alternative therapies by Western Australian cancer patients. J Clin Oncol 2008; 4: 161–9.
2. Ernst E. The prevalence of complementary/alternative medicine in cancer. Cancer 1998; 83: 777–82.
3. Eisenberg DM, et al .  Trends in alternative medicine use in United States, 1990–1997. JAMA 1998; 280: 1569–75.
4. Cui Y,   et al. Use of complementary and alternative medicine by Chinese women with breast cancer. Breast Cancer Res Treat 2004; 85: 263–70.
5. Richardson MA,  et al. Complementary/alternative medicine use in a comprehensive cancer center and the implications for oncology. J Clin Oncol 2000; 18(13): 2505–14.
6. Mok TSK,   et al. A double-blind placebo-controlled randomized study of Chinese herbal medicine as complementary therapy for reduction of chemotherapy-induced toxicity. Annals of Oncology 2007; 18: 768–74.




วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การแพทย์ผสมผสานและการแพทย์ทางเลือก: 10 แบบง่ายๆที่เลือกได้


การรักษามะเร็งแบบทางเลือก แม้จะไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งของท่านได้ แต่อาจบรรเทาอาการและอาการแสดงของโรคได้ คนที่เป็นโรคมะเร็งส่วนมากสนใจและพยายามทดลองอะไรก็ตามที่คิดว่าจะช่วยเขาได้ โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกสุขภาพของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงแย่ลงเรื่อยๆ การรักษาแบบทางเลือกอาจช่วยทำให้รู้สึกว่าจัดการแก้ไขปัญหาได้ แต่ทางเลือกหลายอย่างไม่ได้รับการพิสูจน์ บางอย่างก็อาจก่อเกิดอันตราย         

ลักษณะและอาการธรรมดา เช่น ความวิตกกังวล ความอ่อนล้า คลื่นไส้ และอาเจียน ความเจ็บปวด นอนหลับยาก เครียด อาจน้อยลงจากการรักษาเสริมแบบการแพทย์ทางเลือก ข้อสำคัญ คือ ควรปรึกษาวิธีเลือกของท่านร่วมกับหมอ เพื่อกำหนดความสมดุล ผสมผสานระหว่างการรักษาของหมอและแนวทางแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็มอาจช่วยลดเรื่องคลื่นไส้หรือความเจ็บปวด

ในที่นี้จึงขอเสนอวิธี ที่มีหลักฐานที่เกิดขึ้นเรื่อยๆว่า ทางเลือกทั้งสิบข้อนี้ อาจได้ผลที่จะช่วยให้รับมือและลดลักษณะหรืออาการที่มีผลข้างเคียงจากโรคมะเร็งและวิธีการรักษามะเร็ง 
              
1.การฝังเข็ม ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เข็มเล็กๆจิ้มผ่านผิวหนังตรงจุดต่างๆกัน ที่ใช้มาก คือ ช่วยเรื่องอาการคลื่นไส้ จากการรับเคมีบำบัดและความเจ็บปวด การฝังเข็มที่ปลอดภัย ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาต โดยใช้เข็มสะอาดที่ฆ่าเชื้อแล้ว ทั้งนี้ท่านควรปรึกษากับหมอของท่าน เพราะการฝังเข็มจะไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีเลือดน้อยและมีปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำ

2. การบำบัดด้วยกลิ่นหอม (Aromatherapy) โดยใช้น้ำมันหอมระเหย ทำให้ความรู้สึกสงบสบาย น้ำมันหอมระเหย มักใส่กลิ่น เช่นลาเวนเดอร์ ใช้ลูบไล้บนผิวหนังขณะนวดหรือใช้เติมในน้ำมันหอม  สามารถอบร้อน ส่งกลิ่นกำจายในอากาศ การบำบัดด้วยกลิ่นหอมช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ ความเจ็บปวดและความเครียด
การ บำบัดอาจทำโดยผู้ให้บริการโดยเฉพาะ หรือท่านอาจใช้ได้ด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าอาจจะมีโอกาสเกิดอาการแพ้ แต่ก็ปลอดภัย
3 .การบริหารร่างกาย ออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยผ่อนคลายความอ่อนล้า ลดความเครียด ช่วยให้หลับดีขึ้น การศึกษาหลายแหล่งในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายช่วยให้คนที่เป็นมะเร็งอายุยืนยาวมากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ถ้าหากโดยปกติท่านไม่ได้บริหารร่างกาย โปรดตรวจสอบกับหมอของท่านก่อนที่จะเริ่มออกกำลัง โดยเริ่มช้าๆค่อยๆเพิ่มมากขึ้น ตั้งเป้าอย่างน้อยวันละ   30นาที   และ ให้ได้จำนวนวันมากที่สุดในหนึ่งสัปดาห์

4. การสะกดจิต เป็นการบำบัดขั้นลึกของภาวะที่จิตอยู่ในความสงบนิ่ง ระหว่างการสร้างการบำบัดจิตใต้สำนึก นักบำบัดจะสะกดจิตท่านด้วยการพูดคุยด้วยเสียงอ่อนนุ่มช่วยให้ทานผ่อนคลาย แล้วจะค่อยๆช่วยให้ท่านมุ่งความสนใจไปที่เป้าหมายเช่น การควบคุมความเจ็บปวดและลดอาการเครียด รวมทั้งการเจ็บปวด

ทั้งช่วยป้องกันอาการที่คาดว่าอาจจะเกิด  เช่น  คลื่นไส้ อาเจียน จากยาเคมีบำบัด โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอาการมาก่อน

การบำบัดโดยนักบำบัดที่ได้รับการรับรองก็จะปลอดภัย แต่จะต้องบอกนักบำบัด ถ้าหากท่านมีประวัติปัญหาป่วยทางจิตมาก่อน

5. การนวดกล้ามเนื้อ ระหว่างการนวด ผู้เชี่ยวชาญจะบีบเฟ้นกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น พยายามที่จะให้กล้ามเนื้อตึงเครียดคลายตัว ลดความเครียดและช่วยผ่อนคลาย การนวดมีอยู่หลายวิธี สามารถนวดแบบเบานุ่มนวลหรือแบบเพิ่มแรงนวดเฟ้น  การศึกษาพบว่าการนวดช่วยให้บรรเทาความวิตกกังวล  ความอ่อนล้า เพลียและภาวะเครียด

ศูนย์มะเร็งหลายแห่งมีผู้บำบัดการนวดประจำศูนย์   ที่มีความรู้ที่ทำงานนวดผู้เป็นมะเร็งเป็นปกติอยู่แล้ว

ข้อสำคัญ ควรงดเว้นการนวด หากท่านมีเม็ดเลือดต่ำ ควรหลีกเลี่ยงใกล้รอยแผลที่ผ่าตัด หรือบริเวณที่ฉายรังสีหรือมีเนื้องอก ถ้าเป็นมะเร็งที่กระดูกหรือมีโรคกระดูกใดใด เช่นกระดูกพรุน ต้องขอให้ผู้ทำการบำบัดนวดแบบเบามือแทนการกดแรงๆ  ที่อาจจะมีความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกได้

6. การทำสมาธิ  เป็นการรวบรวมความสนใจในขั้นลึก เมื่อท่านเพ่งใจของท่านสู่ภาพจินตนาการจุดหนึ่ง หรือเสียง หรือความคิด โดยเป็นการคิดในแง่บวก ขณะทำสมาธิท่านอาจหายใจลึก เพื่อการผ่อนคลายไปด้วย ช่วยลดความวิตกกังวลหรือความเครียด โดยทั่วไปการทำสมาธินั้นปลอดภัย ทำด้วยตนเองสักสองสามนาที  ครั้งสองครั้งในหนึ่งสัปดาห์ หรือในห้องเรียนที่มีครูผู้นำสอนทำสมาธิ

7. การบำบัดด้วยดนตรี  ระหว่างการทำดนตรีบำบัด ท่านอาจฟังดนตรี  เล่นเครื่องดนตรี  ร้องเพลงหรือแต่งเพลง ผู้เชี่ยวชาญจะนำท่าน ทำในสิ่งที่ท่านต้องการโดยเฉพาะ หรือท่านอาจเข้าร่วมกับกลุ่มดนตรีบำบัด ซึ่งอาจช่วยให้ท่านบรรเทาอาการปวด ควบคุมภาวะคลื่นไส้และอาเจียน

การบำบัดด้วยดนตรีปลอดภัย ไม่ต้องการความสามารถพิเศษทางดนตรีในการเข้าร่วม ศูนย์รักษามะเร็งหลายแห่ง มีนักดนตรีบำบัดที่ได้รับประกาศนียบัตรอยู่ประจำ

8. การผ่อนคลายอารมณ์ การเพ่งความตั้งใจในการทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจะรวมถึงกิจกรรมหลายอย่าง เช่นการบริหารสายตาด้านการมอง หรือการผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง    เทคนิคการผ่อนคลายจะช่วยบรรเทาความวิตกกังวล. ความอ่อนล้าช่วยให้นอนหลับดีขึ้น 

9. ไทเก๊ก เป็นรูปแบบของการออกกำลังกาย ซึ่งรวบรวมการเคลื่อนไหวแบบนุ่มนวลและหายใจลึกร่วมกัน สามารถทำตามครูหรืออาจเรียนจากตำราหรือ วีดิโอ ไทเก๊กโดยทั่วไปจะปลอดภัย เป็นการเคลื่อนไหวช้าๆ ไม่ต้องใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายและง่ายต่อการปรับให้เข้ากับความสามรถของเราเอง แต่ท่านจะต้องพูดคุยกับหมอก่อนเริ่มการฝึก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความผิดปกติในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

10. โยคะ เป็นการฝึกยืดเส้นยืดสายกับการหายใจลึกๆ ระหว่างการทำโยคะ มีการจัดท่าของร่างกายในแบบต่างๆ เช่น ก้ม โค้ง หรือชันเข่า มีการงอ หรือ ยืดตัว ดังนั้นควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีโรคในตำแหน่งต่างๆกัน โยคะทำให้ลดความเครียด หลับดีขึ้น อ่อนเพลียน้อยลง
                 
ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ เพื่อให้ทีมสู้มะเร็งเราเข้าใจว่า การรักษาเสริมเป็นการรักษาที่ทำได้และมีประโยชน์ ควรผสมผสานให้ถูกต้องโดยเรื่องนี้นำมาจากบทความของ โรงพยาบาล เมโย สหรัฐอเมริกา เพื่อให้เห็นว่าพัฒนาการรักษามะเร็งมีได้หลากหลายทิศทาง ดังนั้นไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงให้จับหนูได้ ก็เพียงพอ เรามาร่วมมือกัน เพื่อผู้ป่วยมะเร็งกันเถอะครับ