วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

อาหารเพื่อเพิ่มโปรตีนให้กับร่างกายผู้ป่วย


ในผู้ป่วยที่ทานอาหารได้ และแพทย์สั่งให้เพิ่มโปรตีนทางอาหาร เราสามารถที่จะเพิ่มได้โดยทำอาหารที่หลากหลาย เพื่อความอร่อยและได้โปรตีนด้วย ในบางครั้งเราอาจจะนึกไม่ถึงว่า ของกินบางอย่างให้โปรตีนสูง เช่น โยเกิร์ต เป็นต้น

 ภาพประกอบจาก : http://www.sharecare.com/health

1. เนื้อสัตว์: ปลาเป็นการเพิ่มโปรตีนให้ร่างกายที่ตรงไปตรงมา เพราะเรารู้ดีว่า โปรตีนมาจากเนื้อสัตว์ แนะนำให้รับประทานปลาจะเป็นการดีที่สุด  เข้าใจว่ามีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นวิธีปกติ หรือ การทานกับสลัด  หรือแม้แต่การทำขนม เช่นพวกพายเป็นต้น
2. เนยแข็ง: นำมาวางบนขนมปังแซนด์วิช อบให้ละลาย หรือใช้เป็นส่วนผสมในการทำขนมปัง พาย
ผสมใน ซุป ซอส มันบด ข้าว หรือ ก๋วยเตี๋ยว หรือที่เราคุ้นเคยคือเพิ่มในอาหารประเภทพาสต้า มักกะโรนี
ผสมในอาหารประเภทไข่ เช่น ไข่เจียว ไข่คน
3. เนยถั่ว: เป็นโปรตีนที่ทำทานง่ายๆ เป็นอาหารเช้า หรือตอนไหนก็ได้ เพียงแต่ทาบนขนมปังแซนด์วิช ขนมปังอบ ขนมปังกรอบ มัฟฟิน วาฟเฟิล แพนเค้ก หรือทานร่วมกับผลไม้ บางครั้งนำมาปั่นกับนมทำเป็นเครื่องดื่ม หรือใส่บนไอศครีม บางคนก็จะนำมาจิ้มกับผัก เช่น แครอท
4. นม: ดื่มนมแทนน้ำ ชงร่วมกับเครื่องดื่ม  ซุป โกโก้ หรือผสมธัญญาหาร
5. นมผงไม่มีมันเนย: ผสมในเครื่องดื่มนม ใช้ในการปรุงอาหาร ครีมซุป ขนมหวาน ขนมปัง
6. ไอศกรีม โยเกิร์ต: ใส่ในเครื่องดื่มโซดา ใส่ร่วมกับเครื่องดื่ม เช่นนมปั่น หรือทำเป็นเครื่องดื่ม โดยปั่นร่วมกับผลไม้ เช่น กล้วย ถ้าแช่เย็นจะอร่อยมาก ทานร่วมกับผลไม้ วุ้น พาย
7. ไข่: สามารถทำได้ในทุกรูปแบบที่เราชอบทานอยู่แล้ว แต่สามารถเสริมได้ในอาหารอื่น เช่น ต้มไข่ หั่นใส่ในสลัดผัก  หรือนำมาทำน้ำสลัด เพิ่มในแพนเค้ก หรือ ขนมปังอบ  แต่ควรหลีกเลี่ยงการกินไข่ดิบ
8. ถั่ว: เมล็ดพืชต่างๆ

ข่าวดีของผู้ป่วยประกันสังคม


 ภาพประกอบจาก : http://www.thehealthsite.com/diseases-conditions

นับเป็นข่าวดีที่ประกันสังคมเพิ่มสิทธิยาจำเป็นในบัญชียาพิเศษ ที่สามารถเบิกได้สำหรับผู้ประกันตนอีก 4 รายการ ที่เกี่ยวข้องมีอยู่ 3 รายการด้วยกันที่เป็นยาสำหรับมะเร็ง คือ Trastuzumab, Nilotinib และ Dasatinib ต้องถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมาก ในส่วนของข้อบ่งชี้ และการใช้ ผมคงไม่เข้าไปในรายละเอียด เพราะแพทย์ผู้รักษาคงจะเป็นผู้ดูแลในส่วนนี้ ข้อคิดเห็นในวันนี้ คือ ช้าไปหรือไม่ เพราะในเรื่องการเพิ่มสิทธิการเบิกนี้ เป็นข้อที่เรียกร้องมา ตั้งแต่ปี  55 แล้ว กว่าจะถึงวันนี้ ผู้ป่วยส่วนหนึ่งก็คงสูญเสียโอกาสการใช้ยาเหล่านี้ไปแล้ว

แต่ด้วยเหตุผลที่ต้องทำความเข้าใจ คือ  ในการควบคุมรายการยานั้น ต้องมีมุมมองทางด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยด้วย  แม้เราจะรู้สึกและมีคำถามว่าน่าจะให้ได้ ทำไมไม่เห็นความสำคัญของชีวิตหรือ ซึ่งบางครั้งหมอบางท่านก็หงุดหงิด เมื่อบางรายการที่เคยใช้ ถูกตัดออกจากบัญชียาหลักแห่งชาติ   ผมคิดว่าทุกคนให้ความสำคัญ แต่ต้องรับว่า ยาบางตัว ไม่ได้ประโยชน์ชัดเจน  บางคนเรียกว่า ยาผีบอก ยาหลอก จึงมีการทดลองมากมายเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นผลดีอย่างชัดเจนก่อน  อย่างไรก็ตามผมขอยืนยันว่า การแพทย์ไทยนั้นไม่ได้เป็นรองใครอาเซียนและถือว่าก้าวหน้าทีเดียว ในบางประเทศเพิ่งจะมีเครื่องฉายรังสีเท่านั้น

ปัญหาที่สำคัญ คือความแตกต่างในแต่ละสิทธิประโยชน์ และความพยายามให้ทุกสิทธิเท่าเทียมกันเป็นเรื่องยากมากที่จะไปสู่จุดร่วมที่เหมาะสม เพราะคำตอบจากแต่ละกลุ่มสิทธิประโยชน์ ล้วนมีเหตุผลของตัวเอง หากมีการอนุมัติในส่วนราชการ  ก็จะเกิดความรู้สึกในกลุ่ม สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) หรือ บัตรทอง อาจจะมีความรู้สึกว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน หรืออาจหมายถึงสิทธิของผู้มีรายได้น้อย ทำไมไม่มีสิทธิเหมือนข้าราชการ หรือแม้แต่กลุ่มประกันสังคม ซึ่งมีความรู้สึกว่าตนเองต้องจ่ายเงินร่วมประกันตนทุกเดือน ทำไมจึงไม่มีสิทธิ

เห็นหรือไม่ครับว่า   ทุกมุมมองล้วนแต่มีเหตุผลของตนเอง    ถ้าจะมองในมุมข้าราชการ ก็จะบอกว่า ข้าราชการเงินเดือนเท่าไร  การที่เขายอมรับเงินเดือนน้อย เพราะสิ่งที่พวกเขาคาดหวังคือความมั่นคงในชีวิต สวัสดิภาพ สวัสดิการ เมื่อยามที่เจ็บไข้ได้ป่วยในขณะที่กลุ่มเอกชนที่เงินเดือนสูงกว่าก็เข้าระบบประกันสังคม ส่วนกลุ่มที่เป็นสวัสดิการรัฐ คือ บัตรทอง ก็ไม่ต้องจ่ายอะไร  
ทางแก้ที่น่าสนใจ และนำไปสู่ความยุติธรรมมากที่สุด น่าจะเป็นระบบการร่วมจ่ายเหมือนกับระบบประกันสุขภาพ หรือระบบประกันชีวิต ที่จ่ายคืนตามสัดส่วนหรือมูลค่าของการจ่ายค่าประกัน  หากคุณเลือกบริการที่มากกว่าก็ต้องจ่ายเพิ่ม เพราะถ้าขาเข้าต่างกัน ขาออกก็จะแตกต่างกัน หรือให้ดูตัวอย่างการเดินทาง ที่ทุกคนไปถึงจุดหมายเดียวกัน หากสิทธิประโยชน์ของคุณ เป็นชั้นประหยัด คุณอยากนั่งชั้นธุรกิจ ก็ต้องจ่ายแพงกว่า โดยการจ่ายเพิ่ม


เราจะดูแลสุขภาพของประชาชนให้ดีที่สุด ในเชิงการรักษา  ที่แม้ไม่มีเงินเลย เราก็ต้องรักษาให้ดีที่สุด  แต่ความแตกต่างในเชิงบริการนั้นควรที่ต้องมีการจ่ายเพิ่มเติมที่เหมาะสม  เพื่อความสมดุลย์ของการรักษาระบบเอาไว้  ทั้งนี้ต้องมีระบบการควบคุมให้เป็นไปตามนโยบายอย่างชัดเจน อย่าให้มีการฉวยโอกาสอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ เมื่อฟรี ก็ใช้อย่างไม่ระมัดระวัง การเบิกจ่ายของทุกกองทุน จึงประสพปัญหาในการที่จะหายา หรือวิธีการรักษาให้ทั่วถึงได้

การตรวจร่างกายด้วยตนเอง ตอนที่ 1: การตรวจความสมบูรณ์ขั้นพื้นฐานของร่างกาย


เป็นความโชคดีของคนยุคนี้ ที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้ามาก จึงไม่เป็นการยากที่จะค้นคว้าหาความรู้จาก Internet หรือ Social Media ทุกชนิดที่มีอยู่ได้แค่ปลายนิ้ว ก็จะได้ความรู้ที่หลากหลาย นึกถึงสมัยก่อน  อยากรู้อะไรต้องค้นหาจากห้องสมุด ใช้เวลาครึ่งค่อนวัน จึงจะได้ความรู้ที่ต้องการ บางครั้งต้องไปหลายๆห้องสมุด
เรื่องมะเร็งก็เช่นเดียวกัน อยากรู้สาเหตุ วิธีการรักษา ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หรือแม้แต่การตรวจวินิจฉัยมะเร็งก็มีให้ค้นหาได้อย่างง่ายดาย  
บังเอิญได้เห็นบทความการตรวจร่างกายในการหาโรคมะเร็งอย่างง่าย เป็นพื้นฐานความรู้ที่เก็บไว้ปฏิบัติหรือสังเกตตนเอง ซึ่งเป็นประโยชน์ไม่น้อย จึงนำมาให้ท่านได้อ่านกันวันละนิด อ่านไปเรื่อยๆ แนะนำคนอื่นด้วยก็จะดีครับ
 ภาพประกอบจาก : http://www.sharecare.com/health
การตรวจร่างกายด้วยตนเอง
ตอนที่ 1: การตรวจความสมบูรณ์ขั้นพื้นฐานของร่างกาย

การตรวจความสมบูรณ์ขั้นพื้นฐานนี้ ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรคมะเร็งหรือป่วยเป็นโรคอะไร หากเป็นแต่เพียงการสำรวจความสมบูรณ์ขั้นพื้นฐานของร่างกาย ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของอวัยวะต่างๆ
อย่างไรก็ดีการตรวจความสมบูรณ์ขั้นพื้นฐานของร่างกายอาจจะช่วยให้เห็นอาการเบื้องต้นของโรคมะเร็งได้ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งอาจจะมีความผิดปกติที่แสดงออกมาในลักษณะของอาการซีด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด หรือตาเหลืองตัวเหลือง เป็นต้น ซึ่งวิธีการตรวจง่ายๆ สามารถกระทำได้ดังนี้

1. ดูความสดชื่นหรือความสมบูรณ์ของร่างกาย ผู้ป่วยมะเร็งมักจะรู้สึกว่า ร่างกายของตนเองไม่แข็งแรง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไม่มีแรงหรือเบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไร

 ภาพประกอบจาก : http://www.sharecare.com/health
2. ชั่งน้ำหนักตัวเป็นประจำ หากน้ำหนักตัวลดลงมากผิดปกติ โดยไม่ได้ทำการลดน้ำหนัก มักจะเป็นลักษณะของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น วัณโรค มะเร็ง หรือต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis)  เป็นต้น จะต้องรีบค้นหาสาเหตุ

3. ตรวจดูอาการซีด โดยยืนหน้ากระจก และดึงหนังตาล่างลง เพื่อดูบริเวณเปลือกตาด้านใน  โดยปกติ เยื่อบุบริเวณนี้จะมีสีชมพูออกแดง ความซีดจางของบริเวณนี้ อาจบอกได้ถึงภาวะซีด หรือ โลหิตจาง  ทั้งนี้เราอาจอาศัยการเปรียบเทียบกันในหมู่เพื่อนๆ ก็จะสามารถบอกได้คร่าวๆ ถึงภาวะโลหิตจาง ซึ่งบ่งบอกถึงความผิดปกติในการสร้าง หรือมีการทำลายเม็ดโลหิตแดง ซึ่งมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็กเล็กๆที่มีไข้เรื้อรัง ถ้าด้านโรคมะเร็งก็ต้องนึกถึงโรคเลือด ที่พบบ่อยและที่รู้จักกันดี คือ ลิวคิเมีย (Leukemia) หรือมะเร็งเม็ดโลหิตขาว แต่อาการซีดนี้ ไม่ใช่อาการเฉพาะของโรคมะเร็ง เพราะในผู้ป่วยที่มีการเสียเลือดอย่างเรื้อรัง เช่น มีพยาธิในลำไส้ โดยเฉพาะพยาธิปากขอ   หรือในผู้ใหญ่ ที่พบบ่อย คือ การเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ก็อาจมีอาการซีดได้  แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุ อาจต้องระวังเรื่องการเสียเลือดเรื้อรังจากมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นต้น

4. ตรวจดูตาขาว ว่ามีสีเหลืองหรือไม่ แต่การมองดูตาขาวด้วยตนเองในกระจก อาจจะบอกถึงความผิดปกติได้ยาก   โดยเฉพาะในผู้ที่กระทบแดด ลม หรือฝุ่นละอองอยู่เสมอ เพราะเยื่อบุตาขาวจะมีลักษณะขุ่น สกปรก จะต้องตรวจดูตาขาวในส่วนที่ไม่ได้รับการระคายเคืองมาก คือ ส่วนที่อยู่ใต้เปลือกตา โดยดึงหนังตาบนขึ้นพร้อมกับเหลือบตาลงล่าง ท่าตรวจนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้อื่น เพราะเมื่อเหลือบตาลงล่าง ก็ย่อมไม่สามารถมองเห็นได้เองในกระจก อย่างไรก็ตาม หากสงสัยว่าเหลือง ควรดูสีปัสสาวะด้วย หากปัสสาวะสีเข้ม โดยที่ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ ก็แสดงว่า อาจมีอาการดีซ่านจากสาเหตุใดๆ เช่น โรคตับ โรคเลือดชนิดต่างๆ รวมทั้งมะเร็งของตับด้วย ควรพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

มะเร็งรักษาได้หรือไม่?


มะเร็งรักษาไม่ได้?
ไม่รู้จะรักษาทำไม  รักษาไปก็ตาย.... 
น้อยคนนักที่จะมีความรู้สึกด้านบวกว่ามะเร็งสามารถรักษาได้ ทั้งนี้เพราะจากข่าวที่เราได้ยิน มักจะเป็นเรื่องการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง

เราหลายคนอาจคิดว่าผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ สุดท้ายมักจะเสียชีวิตจากมะเร็ง แต่ในทางการแพทย์ปัจจุบันที่มีวิทยาการการรักษาที่ก้าวหน้า และทางเลือกในการรักษามะเร็งที่หลากหลายและเหมาะสมกับมะเร็งแต่ละระยะและชนิดของมะเร็งต่างๆมากขึ้น จำนวนถึง 1/3 ของผู้ป่วยมะเร็งสามารถหายขาดจากโรคมะเร็งได้!!!

จะด้วยวิธีการรักษาแบบใด อย่างไรก็ดี ไม่มีตำราเล่มไหนที่จะบอกได้ว่าผู้ป่วยคนไหนจะมีอาการอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปจากการักษา แพทย์อาจจะช่วยคาดคะเนได้ว่ามีโอกาสเกิดอะไรขึ้น  พวกเขาจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงวิธีการรักษาที่จะทำให้เกิดผลดีขึ้น พวกเขาอาจจะอธิบายทางเลือกต่างๆ ที่จะให้คุณตัดสินร่วมกันในการรักษา

 ภาพประกอบจาก : http://www.sharecare.com/health
ในความเป็นจริง หลายครั้งที่แพทย์ส่วนหนึ่งกลับตัดสิทธินี้ของผู้ป่วยมะเร็งและญาติออกไป หากพวกเขาต้องการใช้สิทธิในการเลือกวิธีการรักษา แพทย์ก็อาจจะแสดงความไม่พอใจออกมา คิดว่าไม่เชื่อถือในตัวแพทย์เป็นต้น และอีกจำนวนหนึ่งที่ญาติ มักจะตัดสิทธิ์ผู้ป่วยออกไปด้วยความหวังดีว่า อย่าให้เขารู้นะ เดี๋ยวเสียกำลังใจ

ในวัฒนธรรมของสังคมไทย ผู้ป่วยมะเร็งและญาติมักจะโยนภาระนี้ให้แก่แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจ แต่ที่ถูกต้องแล้ว การรักษามะเร็งมีปัจจัยต่างๆมากมาย ทั้งส่วนทางการแพทย์และไม่ใช่ทางการแพทย์ การวางแผนร่วมกันของ แพทย์, ผู้ป่วยมะเร็งและญาติจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

ทางที่ถูกต้องในการตัดสินใจวางแผนการรักษามะเร็งควรเป็นอย่างไร?

คำตอบคือ  ไม่มีคำตอบจำเพาะ  ทุกอย่างเป็นเฉพาะบุคคล ครอบครัว และแนวคิดของผู้รักษา 
เหตุผลของคำตอบนี้เนื่องมากจาก มะเร็งนั้นมีมากกว่า 200 ชนิด แต่ละชนิด ยังมีการแบ่งระยะโรค และแต่ละระยะโรคที่แตกต่างกันและยังมีวิธีการรักษาที่ต่างกันออกไปอีกด้วย  นอกจากนี้ แม้โรคจะเหมือนกัน ระยะเท่ากันทุกประการ การรักษาก็ยังขึ้นอยู่อายุ สภาวะร่างกาย โรคประจำตัวที่จะเป็นแปรในการเลือกวิธีการรักษาอีกด้วย สำคัญที่สุด แม้ทุกอย่างจะเหมือนกันหมด รักษาเหมือนกันหมด ผลก็ยังอาจจะแตกต่างกัน ขึ้น อยู่กับการตอบสนองของโรค และภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นได้อีกด้วย

ความรู้และความเข้าใจในโรคมะเร็งและการรักษาจะเป็นส่วนสำคัญที่สุด ดังนั้น การเรียนรู้เรื่องโรคมะเร็งจะเป็นคำตอบที่ดีอันหนึ่งในการร่วมตัดสินใจวางแผนการรักษา


ถึงแม้ว่าการรักษามะเร็งนั้นซับซ้อนมาก  แต่อย่าหมดหวังนะครับ หมอมะเร็งเกิดมาเพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็ง พวกเราพร้อมที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน ด้วยความเชื่อมั่นว่ามะเร็งรักษาได้ และกว่า 1/3 รักษาให้หายขาดได้ครับ

ตอบคำถามเรื่องการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนตรง


ความตั้งใจเดิม Blog นี้จะเป็น Blog ที่ให้ความรู้ โดยทีมหมอมะเร็ง แต่เมื่อมีคำถามจากผู้อ่านก็จะพยายามช่วยให้ความรู้ ในบางกรณีอาจมีข้อจำกัดทางด้านข้อมูล การตอบคำถามจึงอาจจะเป็นคำตอบแบบกว้างๆ พอเป็นแนวทางในการวางแผนการรักษาเท่านั้น   ส่วนการวางแผนการรักษามะเร็งที่แท้จริงนั้น  ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลท่านเป็นหลัก

ถาม : คุณพ่อผมอายุ 65 ปี ถ่ายเป็นมูกเลือด หมอตรวจและ ตัดเนื้อพิสูจน์แล้ว
          ยืนยันว่าเป็นมะเร็งเร็คตัม ควรจะไปรักษาที่ไหนดีครับ

ตอบ : การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนตรง หรือที่คุณเรียกว่า มะเร็งเร็คตัมนั้น ขึ้นอยู่ปัจจัยหลัก  2 ประการ คือ

1.   ระยะของโรค
2.   ตำแหน่งที่เป็น
เพราะจะเป็นปัจจัยในการเลือกว่าจะผ่าตัดก่อน หรือ การให้รังสีร่วมกับยาเคมีบำบัดก่อน
อีกประการคือ ตำแหน่งอยู่สูงเพียงพอเก็บหูรูด ซึ่งหมายถึงการเก็บทวารหนัก เพื่อให้ขับถ่ายได้ตามปกติ หรือ ต้องใช้ถุงหน้าท้อง ซึ่งก็คือ การต้องนำลำไส้ใหญ่ออกทางหน้าท้อง

ส่วนการเลือกสถานที่รักษานั้น ต้องขึ้นอยู่กับภูมิลำเนาของเรา ความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง เพราะ การรักษามะเร็งเป็นการรักษาต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นของการรักษาที่หากต้องให้ยาเคมีบำบัด ร่วมกับรังสี ต้องใช้เวลาหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม ความพร้อมของโรงพยาบาลนั้นๆก็จะเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การมีความพร้อมและศักยภาพในการผ่าตัด มีการให้ยาเคมีบำบัด และมีรังสีรักษา ความจำเป็นต่างๆเหล่านี้ ทั้งนี้สามารถปรึกษาศัลยแพทย์ผู้ดูแล เพราะอาจจะมีรายละเอียดในการรักษาขั้นต่อๆไป เช่น อาจจะต้องมีการรักษาต่อเนื่องหลังผ่าตัดหรือการรักษาก่อนผ่าตัดหรือไม่  นอกจากนี้ความพร้อมในสถานพยาบาลที่ส่งต่อมีหรือไม่  เพราะถ้าเป็นโรงพยาบาลศูนย์ในจังหวัดใหญ่ๆ ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการผ่าตัด แต่ต้องมีการส่งต่อเพื่อการรักษาต่อเนื่อง เช่นการฉายรังสีและยาเคมีบำบัด

อย่างที่หลายคนทราบ มหาวิทยาลัยแพทย์ต่างๆก็จะมีความพร้อม  แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องความสะดวก เพราะมีคิวการรักษาที่ค่อนข้างยาว   ดังนั้นถ้าอยู่ในที่ใกล้มหาวิทยาลัยก็สามารถพิจารณาเลือกได้ แต่หากท่านอยู่ต่างจังหวัด ก็อาจจะพิจารณาเลือกศูนย์มะเร็งต่างๆที่มีกระจายอยู่ทุกภูมิภาค  ก็จะได้รับการรักษาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน


ในส่วนของการเลือกโรงพยาบาลเอกชน ก็ต้องพิจารณาในลักษณะเดียวกัน เพราะในเอกชนบางแห่งผ่าตัดจะเร็ว แต่อาจจะมีปัญหาด้านการส่งต่อที่ยังขาดการประสานงานหลังจากนั้น ซึ่งอาจจะทำให้เสียจังหวะของการรักษาที่เหมาะสมได้  ที่สำคัญที่สุดเรื่องของค่าใช้จ่าย ถ้าโรงพยาบาลเอกชนนั้นๆสามารถรักษาได้ครบทุกอย่าง ให้ประเมินค่ารักษาให้ครบคอร์ส คือตั้งแต่ต้นจนจบการรักษา รวมทั้งถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะแทรกซ้อนด้วย อย่างไรก็ดี มีหลายต่อหลายครั้งที่ประเมินผิด ทำให้ผู้ป่วยและญาติอาจประสพปัญหาทางการเงิน บางคนต้องย้ายสถานที่รักษากลางคันเนื่องจากปัญญาเรื่องค่าใช้จ่าย  ซึ่งถ้าการรักษามีการเชื่อมต่อที่ไม่เหมาะสม อาจจะส่งผลต่อการรักษา ทำให้ผลการรักษาไม่ดี หรือไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็นได้ ดังนั้นการวางแผนเรื่องการเดินทางในการรักษา ศักยภาพทางการเงิน และความสามารถในการดูแลผู้ป่วยของญาติผู้ป่วยอีกด้วย

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

ความเข้าใจและความเชื่อเกี่ยวกับมะเร็ง




นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา โรคมะเร็งก็ครองแชมป์สาเหตุการตายอันดับแรกของประเทศไทยมาตลอด  ข่าวคราวผู้มีชื่อเสียงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งก็มีให้เห็นอยู่เนืองๆ และผู้ป่วยมักจะเสียชีวิต มักจะมีปัญหาทุกข์ทรมาน ทำให้เมื่อเราได้ยินคำว่าโรคมะเร็ง อาจจะรู้สึกกลัว หดหู่  หมดหวัง และนำไปสู่ความเชื่อและความเข้าใจต่างๆนานา เช่น หลายคนเชื่อว่าโรคมะเร็งเป็นโรคติดเชื้อ บางคนเชื่อว่าเป็นกรรมพันธุ์ บางคนคิดว่าเป็นเพราะสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งคิดว่าโรคมะเร็งเป็นโรคเวรโรคกรรม จากความเชื่อที่แตกต่างที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าคนมีความเชื่อและความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งแตกต่างกันไป และคำตอบที่แท้จริงคืออะไร

   ภาพประกอบจาก : http://www.sharecare.com/health
วันนี้เราจะเริ่มจะแน่ใจและมีความเข้าใจโรคมะเร็งมากขึ้น อันดับแรก  โรคมะเร็งจัดอยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ  ไม่ใช่ กลุ่มโรคติดต่อที่ต้องมีการกักกันผู้ป่วย เหมือนโรคไข้หวัดนกในอดีต หรือ อีโบลาที่เป็นข่าวดังในขณะนี้ ไม่ใช่วัณโรคที่สามารถติดต่อผ่านการไอ หรือไข้มาเลเรียที่ถูกยุงก้นปล่องกัด และแพร่เชื้อมาเลเรียเป็นต้น อย่างไรก็ดีก็อาจจะมีข้อสับสนในบางชนิดของมะเร็งได้ เช่นโรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งตับมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ   ผู้ป่วยจึงจะต้องทำความเข้าใจและแยกแยะ จะต้องทำความเข้าใจกันว่า มะเร็งตับไม่ติดต่อ แต่ตับอักเสบติดต่อได้ การระมัดระวัง การฉีดวัคซีนในคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อเป็นเรื่องจำเป็นและถูกต้อง

ตัวอย่างที่พบบ่อยในผู้คนที่มีความเข้าใจผิดเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง คือ ผมจะติดเชื้อหรือไม่ ? ลูกหนูอายุยังน้อยเข้าใกล้ได้หรือไม่?  หลายคนที่กังวลก็มักจะป้องกันตัวเกินเหตุ ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียกำลังใจ ในทางตรงกันข้ามญาติและลูกหลานควรให้ความใส่ใจ และให้กำลังใจกับผู้ป่วย เพราะความเข้าใจและกำลังใจที่ดีมีความสำคัญต่อการรักษาเป็นอย่างมาก

เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านสบายใจว่าโรคมะเร็งไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คน เหมือนโรคติดเชื้อได้ และการก่อตัวของมะเร็งต้องใช้ระยะเวลา ซึ่งเรายังสามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผิดปกติ ก่อนเป็นมะเร็งได้ อีกทั้งเทคโนโลยีในการตรวจคัดกรองมะเร็งทำให้ในปัจจุบัน แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งในผู้ผู้ป่วยได้ในระยะต้นมากขึ้น ทำให้โอกาสในการรักษาให้หายขาดได้มีมากขึ้นอีกด้วย