วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แสงสว่างปลายอุโมงค์ ของ มะเร็งตับ

เป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในเพศชาย และเป็นมะเร็งร้ายที่น่ากลัว ผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในระยะเวลาอันสั้น หลังการวินิจฉัย

มะเร็งตับ  ในที่นี้ หมายถึง มะเร็ง ที่เกิดขึ้นในตับเอง  ไม่รวมกลุ่มที่เกิดจากการกระจายจากมะเร็งส่วนอื่นๆ แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือมะเร็งเซลล์ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี ด้วยธรรมชาติของมะเร็งตับที่มีโอกาสเกิดหลายก้อนในเวลาเดียวกัน หรือเกิดก้อนใหม่ในตำแหน่งอื่นของตับในเวลาต่อมา   และด้วยอาการที่ไม่ชัดเจนของมะเร็งตับในระยะเริ่มแรก เพราะเวลาที่ก้อนเล็กๆ ตับยังสามารถทำงานได้เกือบปกติ จะปรากฏอาการที่ชัดเจนขึ้น   ก็เมื่อก้อนมะเร็งได้ขยายขนาดที่ใหญ่มากแล้ว  หรือใน กลุ่มที่มีอาการอุดตันของทางเดินน้ำดี  จึงเป็นสาเหตุที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับมักมีอัตราการอยู่รอดเพียงไม่กี่เดือน เพราะเมื่อพบก็สายเกินไปแล้ว



แสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ 1
ด้วยเหตุที่ประเทศไทยเราพบว่ามะเร็งตับมีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งตับ

จึงอาจจะเป็นความหวังของคนในอนาคตที่จะปลอดภัยจากโรคมะเร็งนี้ หลังจากที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีมาร่วม 20 ปี แล้ว จึงมีความหวังว่าในอนาคตโรคนี้จะลดลง

นอกจากนั้น เชื่อว่า  การดื่มแอลกอฮอล์ หรือตับแข็ง  หรือ  สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin)   ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ก็เป็นสารก่อมะเร็ง จะเป็นตัวเสริม เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งตับ  หากเราสามารถหลีกเลี่ยงทั้งในฐานะผู้บริโภค หรือ ผู้จำหน่าย เราคงจะลดโอกาสการเกิดมะเร็งของลูกหลานเราในอนาคตครับ

แสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ 2        
เป็นการโชคดีที่โรคมะเร็งตับ สามารถที่จะตรวจคัดกรองได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี อายุเกิน 40 ปีขึ้นไปและมีอาการตับแข็งร่วมด้วย ควรจะต้องตรวจร่างกาย อย่างน้อยทุก 6 เดือน  พร้อมกับการ ตรวจเลือดหาระดับ อัลฟา ฟิโตโปรตีน (Alfafeto-Protein) ซึ่งเป็น Tumor Marker ที่มักพบในผู้ป่วยมะเร็งตับ แต่ก็มีประมาณ 30% ของผู้ป่วยมะเร็งตับพบว่ามีค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนปกติ  ซึ่งต้องอาศัยการตรวจทางเอกซเรย์ร่วมด้วย

การทำอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจหาก้อนมะเร็งในตับที่ง่ายสะดวก สามารถพบก้อนมะเร็งระยะเริ่มแรกที่มีขนาดเล็ก ๆได้

ปัจจุบัน การตรวจโดยใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า CT Scan จะเป็นเครื่องมือที่สามารถเห็นมะเร็งที่มีขนาด 1 ซ.ม.ได้  โดยเฉพาะการใช้เทคนิคจำเพาะ ในการดูการไหลเวียนเข้าออกของเลือดในก้อนเนื้องอก จะช่วยวินิจฉัยแยกโรคได้ชัดเจน

เมื่อใช้ ผลเลือด ร่วมกับการตรวจอัลตราซาวด์ หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ก็จะมีความแม่นยำมากขึ้น
และวันนี้ หากท่านเป็นไวรัสตับอักเสบบี ท่านก็ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับ หากพบในระยะเริ่มแรก ก็ยังมีโอกาสหายครับ

แสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ 3 
เมื่อถึงขั้นตอนการรักษา ปัจจุบันการรักษามีความก้าวหน้ามากมาย ทั้งด้านการผ่าตัด  การฉายรังสี  การใช้คลื่นความร้อน RF  การอุดเส้นเลือดแดงที่เลี้ยงมะเร็งร่วมกับยาเคมีบำบัด หรือ การใช้ยามุ่งเป้า ที่เพิ่มความหวังให้กับผู้ป่วย แต่ข่าวที่เราได้รับมักจะเป็นการสูญเสียมากกว่า   เมื่อใดที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งตับ มักจะรู้สึกหมดหวังทันที  วันนี้ เราจึงจะนำตัวอย่างของ ความหวังในความหมดหวัง  เหมือนเวลาเดินหลงทางในอุโมงค์ที่มืดสนิทและเห็นแสงสว่างร่ำไรอยู่ไกลๆ

ดอน จมูกบาน" เผยชีวิตเฉียดตาย สู้มะเร็งระยะสุดท้าย 5 ปี ผ่าตัดตับออกจากร่างกายร่วมกิโล เรียกได้ว่ามีชีวิตรอดตายราวกับปาฏิหาริย์ สำหรับนักแสดงตลกรุ่นใหญ่  หลังตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย มานานกว่า 5 ปี  และได้เข้ารับการผ่าตัดจนหายและกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติดีราวกับคนไม่เคยป่วยมาก่อน (ข่าวจากมติชน และ ผู้จัดการ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558  )   
         
คุณดอน จมูกบาน ผู้ซึ่งเคยสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกับพวกเรามายาวนาน วันนี้ ข่าวคุณดอน คงสร้างรอยยิ้ม ความหวัง และ กำลังใจให้ผู้ป่วยและผู้ที่ยังไม่ป่วยด้วยมะเร็งตับได้บ้างนะครับ
อาจจะกล่าวได้ว่านี่ คือ ความหวังในความหมดหวัง  เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ที่จะนำทางให้เราเดินต่อไปครับ สู้ๆครับ
                   


วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การตรวจเพทสแกน (PET SCAN) กับโรคมะเร็ง

คำว่า เพทสแกน ที่เรียกกันสั้นๆนั้น ในปัจจุบัน หมายถึง  การตรวจด้วยเครื่อง PET/CT  ซึ่งเป็นการผสมผสานเอาเครื่อง  PET scan ที่สามารถบอกความผิดปกติ ความเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี  ของระดับเซลล์ของร่างกายร่วมกับ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ที่เรารู้จักกันดีว่าการตรวจ CT ที่สามารถบอกความผิดปกติทางด้านกายวิภาคของร่างกายได้  เมื่อนำการตรวจทั้ง 2 มารวมกัน  ในเครื่องเดียว ใช้ดูตำแหน่งเดียวกัน เป็นการเพิ่มความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง โดยสามารถบอกตำแหน่งของรอยโรคควบคู่กับระดับการทำงานของเซลล์     

ด้วยเหตุที่ เพทสแกน   เป็นเทคโนโลยีใหม่ สำหรับคนไทย ซึ่งค่าตรวจแพง  ทำให้มีความเข้าใจผิดค่อนข้างมาก กับการตรวจเพทสแกน หรือ PET/CT ว่าเป็นเครื่องมือสุดวิเศษ ที่สามารถตรวจค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรก รวมทั้งใช้ในการวินิจฉัยได้ ทำให้มีคำถามเสมอๆ ว่า ควรตรวจเพทสแกนหรือไม่ ด้วยความเชื่อที่แม้จะถูกต้องว่า โรคมะเร็ง เป็นโรคที่ยิ่งตรวจพบได้เร็วมากเท่าไร ก็จะเพิ่มโอกาสการรักษาให้ หายขาดได้   
แต่ในมุมมองของผมคิดว่าในปัจจุบัน เพทสแกน ไม่ใช่คำตอบสำหรับประชากรปกติครับ แต่ถ้าในอนาคต จะค้นพบสารที่จำเพาะ อาจจะเป็นการตรวจในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงได้

ปัจจุบันเพทสแกน  เป็นเพียงตัวช่วยวินิจฉัย เมื่อการตรวจมาตรฐานไม่สามารถบอกได้ เช่น  ผลเลือดผิดปกติ   ขณะที่การตรวจอื่นๆ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ไม่สามารถยืนยันได้  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ถ้าผลตรวจ CEA สูง เอกซเรย์ ไม่พบรอยโรค หรือมีรอยโรคที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นมะเร็ง  ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยใหม่ หรือ กลุ่มที่ได้รับการรักษามาแล้ว เพราะการตรวจ CT และ MRI เป็นการตรวจที่บอกถึงโครงสร้างทางกายภาพ  ในกรณีเช่นนี้ การตรวจ เพทสแกนจะช่วยได้มาก  เพราะเครื่อง PET/CT เป็นการตรวจดูความผิดปกติของเซลล์ระดับเมตาบอลิซึม ซึ่งจะช่วยแยกก้อนมะเร็งจากพวกพังผืดได้

เพทสแกน จะเริ่มมีบทบาท ชัดเจนมากขึ้นในการกำหนดระยะโรค เพราะเป็นการตรวจได้ทั่วทั้งร่างกายพร้อมกันจากการตรวจเพียงครั้งเดียว จึงช่วย ให้ทราบได้ว่า มีโรคแพร่กระจายที่จุดใดของร่างกายบ้าง  ช่วยในการตัดสินใจวางแผนการรักษา เช่น การผ่าตัด  การฉายรังสี หรือ การให้ยาเคมีบำบัด เป็นต้น


ภาพตัวอย่าง แสดงการวางแผนการรักษาด้วยรังสี จากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จะเห็นภาพปอดด้านซ้ายทึบเป็นบริเวณกว้าง  เมื่อใช้ เพทสแกนร่วมด้วย จะได้บริเวณก้อนมะเร็งจริงเฉพาะบริเวณก้อนสีเหลืองเล็กๆ ทำให้เราสามารถให้รังสีพุ่งเป้าไปในส่วนก้อนที่แท้จริง   ทั้งนี้ส่วนทึบที่เหลือโดยรอบ คือ เนื้อปอดที่แฟบลงไปเท่านั้น เมื่อก้อนหายไป เนื้อปอด ก็จะขยายตัวได้ตามปกติ

อีกบทบาทสำคัญ คือ ใช้ในการติดตามดูโรค หรือ ประเมินผลการรักษา เช่น การตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด หรือ ยารักษามุ่งเป้า  ซึ่งมีราคาแพง และมีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก

นอกจากนี้อาจจะใช้ พยากรณ์โรคหลังการรักษา ตรวจการกลับเป็นซ้ำของโรค หลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาแล้ว โดยเป็นที่ยอมรับกันในมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งศีรษะ และลำคอ มะเร็งหลอดอาหาร  ทั้งนี้ การยอมรับได้เพิ่มมากขึ้นในหลายโรค ด้วยสารเภสัชรังสีที่แตกต่างกัน

เพทสแกน มีประโยชน์มากในวงการมะเร็ง แต่ขอให้ใช้อย่างถูกต้อง หากใช้ไม่ถูกต้อง อาจจะเสียเงิน และเจ็บตัวฟรีได้ครับ







วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

คิดดี ทำดี พูดดี เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

วันนี้ ผมขอหลบออกจากเรื่องเทคโนโลยี มาสู่เรื่องใจ ด้วยได้รับหนังสือจาก คุณหมอนพดล โสภารัตนไพศาล ซึ่งเป็นแพทย์รุ่นน้องที่ให้ความสนใจในการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม  ให้ความใส่ใจทั้งร่างกาย จิตใจ ครอบครัวและสังคม 


สาระสำคัญตอนหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังสือฉบับนี้   ที่กล่าวถึง พฤกติกรรม ของคนเรา ที่มักจะเร่งรีบ พูดให้ผู้อื่นฟังในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด จนบางครั้งเนื้อหาก็จะบีบ เร่งรัด ให้ผู้ฟังเข้าใจให้เร็วที่สุด   พร้อมกันนั้นน้ำเสียงก็จะเริ่มเปลี่ยนจากอ่อนโยน ละมุนละม่อมจนดังและแข็งขึ้น   ในคำสอนนี้ให้เราหัดฟังคำพูดของตัวเอง รวมทั้งน้ำเสียงขณะที่พูด หรือลองบันทึกเสียงตัวเองแล้วฟัง ก็จะได้ข้อคิดมากขึ้น ผมทบทวนดูแล้วเห็นด้วยทีเดียว  โดยเฉพาะแพทย์ พยาบาล และบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง  เพราะเนื้อหาที่ต้องอธิบายค่อนข้างยาก ด้วยเวลาที่จำกัด ประกอบกับ การพยายามปฏิเสธในข้อความที่เกี่ยวข้องกับตัวโรคมะเร็งของผู้ป่วย บางครั้งแม้พยายามอธิบายว่าหายแล้ว ผู้ป่วยก็ยังไม่เชื่อ พยายามถามซ้ำว่า หายจริงหรือ ต้องตรวจอะไรอีกไหม

แน่นอนที่สุด ส่วนหนึ่งของแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ มีโอกาสหลุดอารมณ์ หรือคำพูดบางอย่างได้

ผมก็เลยคิดถึง คำสอนที่ติดอยู่ทั่วไปในวัดแห่งหนึ่ง ในประเทศไต้หวัน คือ Three Acts of Goodness : do good deeds , speak good words, think good thoughts  ซึ่งก็คงมีความหมายกับคำสอนที่เราได้ยินอยู่เนืองๆและคุ้นเคย คือ  คิดดี ทำดี และพูดดี

ดีทั้งสามนี้ มีความสำคัญเสมอกัน ผิดหรือขาดไปอันใดอันหนึ่ง  ก็จะทำให้เสียความสมดุลย์ของ ความดี เช่น

บางคนพูดดี  คิดดี  แต่ไม่ได้ทำดี  ได้แต่คิดและ ดีแต่พูดเท่านั้น

บางคนพูดดี  และทำดี แต่ไม่ได้ คิดดี  อันนี้แย่มากเลย และ น่ากลัว

บางคนคิดดี ทำดี แต่พูดไม่ดี ก็น่าเสียดาย  กายใจ ดี ลืมวาจาดี เพราะเป็นคนตรงไปตรงมา นึกแต่ว่าไม่เป็นไร เราคิดดี และทำดีแล้ว เพียงแต่พูดหวานไม่เป็น  ไม่รู้จักปรับคำพูด  ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง 

บางครั้งไม่ได้ตั้งใจ  สื่อในความหมายที่ผู้ฟังคิดและเข้าใจ   ก่อให้เกิดปัญหามากพอสมควร ดังตัวอย่าง ที่เคยนำมาเล่าให้ฟังแล้วใน blog นี้   

แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์  ล้วนมีความคิดดีเป็นพื้นฐานของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเผชิญกับความทุกข์ยากทั้งร่างกายและจิตใจ  แต่ด้วยภาระงานที่ต้องมีความรับผิดชอบสูง  ตั้งแต่เช้ายันค่ำ  พบผู้ป่วยทั้งวัน  บ่อยครั้งที่เลยเวลาอาหาร  ตอนเที่ยงอาศัยของรองท้องไว้ก่อน แล้วไปอิ่มมื้อเย็น
หลายครั้งที่ต้องแบกรับอารมณ์ ความเศร้า ความโกรธ ความผิดหวัง ของผู้ป่วยหรือญาติ คนแล้วคนเล่า   จึงทำให้บางครั้งบางคนอารมณ์หลุดนอกโคจร ภาษาก็ยืมมนุษย์ต่างดาวมา จริงอยู่ว่าคนเราต้องรู้จักปล่อยวาง  แต่ในชีวิตจริง   ปล่อยแล้วมีของใหม่มาให้แบกใหม่  บ่อยๆเข้า ไหล่ลู่  ก็เลยมีหลุดบ้างเป็นธรรมดา  

สำหรับผู้ป่วย และญาติ คงไม่มีใครอยากฝืนคำแนะนำแพทย์ หรือไม่ปฏิบัติตาม เพราะเขามาให้ทางโรงพยาบาลช่วยเหลืออยู่แล้ว เพียงแต่ความกลัว   ความกังวล  ความต่างในความคิด  ต่างในความเข้าใจ ทำให้เขาอาจจะรู้สึกเหมือน ไม่ได้รับความสนใจ  ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ที่เพียงพอ   เขาลืมไปว่าบุคลากรเหล่านั้น ก็อาจมีปัญหาส่วนตัว พ่อแม่พี่น้องของเขาอาจป่วยเป็นมะเร็งเช่นกัน แต่เชื่อเถอะครับว่าทุกคนที่ทำงานเพื่อผู้ป่วย เขาพยายามจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถของแต่ละคนจะทำได้  โดยธรรมชาติ ไม่มีใครอยากมีปัญหาแน่นอน

ให้กำลังใจ ด้วยคำพูดที่มีความเห็นอกเห็นใจ เต็มเปี่ยมไปด้วความรัก เขาว่าเปรียบเสมือน แสงอาทิตย์ในหน้าหนาว ให้ความอบอุ่น แก่ผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมาน คุณจะได้ยินเสียงกระซิบ ขอบคุณ ดั่งกลิ่นหอม ของมวลหมู่ดอกไม้ ที่เติมความสดชื่นให้มีพลังในการฟันฝ่าอุปสรรคด้วยกัน

ผมเองตั้งใจที่จะยึดถือปฏิบัติคำสอน ที่มีคุณค่า แต่ในความเป็นจริง ก็มีความผิดพลาด โดยไม่รู้ตัวหรือไม่ตั้งใจ  และเกิดความรู้สึกเสียใจอยู่บ่อยๆ ด้วยยังฝึกฝนได้ไม่ดีพอ

ให้หัดฟังคำพูดของตัวเอง จากหนังสือของคุณหมอนพดลจึงนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบคุณมากครับ





วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ความก้าวหน้าว่าด้วยอุณหภูมิทางการแพทย์

ความก้าวหน้าทางการแพทย์  ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การใช้ยา การผ่าตัด ปัจจุบัน มีการนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มาใช้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยที่เรารู้จักกันดี คือ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์  หรือ ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง คือ เครื่องเร่งอนุภาค  เพื่อการฉายรังสี  ในปัจจุบัน มีการใช้อุณหภูมิที่เกิดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ชนิดต่างๆที่ทำให้เกิดความร้อน ที่เรียกว่า Hyperthermia   นำสู่ความก้าวหน้าในการรักษาโรคมะเร็งอย่างมากมาย ในขณะเดียว อุณหภูมิที่เย็นจัด  ซึ่งนำมาใช้เพื่อการจี้ หรือ ตัดก้อนเนื้อ เส้นเลือด ก็พัฒนาอย่างมาก จึงเกิดสมาคมที่ว่าด้วย  อุณหภูมิทางการแพทย์  (Society for Thermal Medicine) ซึ่งมีการจัดการประชุมประจำปี ครั้งที่ 32 ที่ Florida ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 14-17 เมษายน 2015

ที่มา: http://www.thermaltherapy.org/eBusSFTM/
เนื้อหาการประชุมแสดงถึงความก้าวหน้าในเชิงลึก ตั้งแต่  Tumor Immunology , Nanoparticles and Hyperthermia Cryotherapy, Thermal Sensitive Drug Delivery    ที่แสดงผลของความร้อน หรือความเย็น ที่มีความสัมพันธ์ กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการนำยา ที่เข้าสู่ในบริเวณที่เป็นโรค  และการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน                  

วันนี้ผมจะนำตัวอย่างรายงาน ความพยายามนำความร้อน หรือ Hyperthermia เข้ามาช่วยรักษา ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่ไม่ได้ผลจากการรักษามาตรฐาน หรือกลุ่มโรคกลับมาเป็นใหม่  ที่นำเสนอในการประชุมครั้งนี้  เพื่อเป็นแนวคิดพัฒนาต่อไปในอนาคต

เรื่องแรก นำเสนอโดย S. Dharmaiah  จาก Cleveland clinic USA ที่ใช้ความร้อน หรือ Hyperthermia  ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่กลับเป็นใหม่  หลังการรักษามาตรฐานทั่วไป จำนวน 30 ราย โดย 26  ราย ( 87% )  ได้รับการฉายรังสีมาก่อน  ในการรักษาใหม่ ได้รับ Hypertyhermia  สัปดาห์ ละ 1-2 ครั้ง ร่วมกับการฉายรังสีเฉลี่ย 35.5 Gy ผลปรากฎว่า 50 % รอยโรคหายหมด  (Complete Remission )  เมื่อติดตามที่ระยะ 7 เดือน ยังสามารถควบคุมโรคได้ทั้งหมด จึงให้ข้อสรุปว่า ควรจะพิจารณาให้ Thermoradiotherapy เป็นเทคนิคหนึ่งในการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่กลับเป็นใหม่

เรื่องที่ 2  โดย  J snider  จาก U of Maryland Medical center USA เป็นการรายงานผู้ป่วย อายุ 50 ปี เป็นโรค multiple myeloma ที่กลับเป็นหลังจากเคยได้รับยาเคมีบำบัดและการฉายรังสีมาแล้ว  โดยเกิดการกระจายที่เต้านมทั้ง 2 ข้าง ขนาด 3-4 ซม.   ผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีด้วยรังสีอิเลคตรอน 1 ครั้ง ด้วยปริมาณรังสี 5 Gy  ขนาดก้อนไม่ยุบลง จึงได้รังสีเพิ่มอีก 3 Gy พร้อมกับhyperthermia 40-42 องศาเซลเซียส  ก่อนที่จะได้รับ Stem Cell Transplant  ซึ่งผู้รายงานได้ให้ความเห็นว่า เป็นรายงานแรกที่ใช้ความร้อนกับรังสี  Extramedullary  Plasmacytoma ซึ่งจะทำให้เนื้องอกหายและเพิ่มผลการทำ Bone Marrow Transplantation ดีขึ้น

เรื่องที่ 3 โดยนายแพทย์ ภูมิพิศ  ภัทรนุธาพร  ประเทศไทย  รายงานผู้ป่วย ที่ขยับขาไม่ได้  กำลังขาเท่ากับ 0/5  โดยมีสาเหตุจากก้อนเนื้องอกชนิด Fibrous Tumor  กดทับเส้นประสาท  ในทรวงอก มีอาการปวดมาก   เนื่องจากไม่สามารถผ่าตัดก้อนเนื้องอกได้   และได้รับการรักษาด้วยรังสี  เพื่อบรรเทาอาการ แต่อาการไม่ดีขึ้น  ผู้ป่วยจึงได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสี 5 Gy ต่อครั้ง ร่วมกับ Hyperthermia  42-43 องศาเซลเซียส  สัปดาห์ละ 1 ครั้ง  เป็นเวลา 5 สัปดาห์ ต่อ ด้วย Hyperthermia อีก 2 ครั้ง  ผลการรักษากำลังขาของผู้ป่วยกลับมาอยู่ที่ระดับ 4/5 พร้อมกับอาการปวดหายไป  จากการรักษานี้ทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น เริ่มยืนได้แทนการที่ต้องนอนตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ทั้ง  3 รายงานข้างต้น แม้ผลการรักษาจะได้ผลดี แต่ยังไม่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน เพราะเป็นเพียงการรายงานผู้ป่วยหรือ การรวบรวมกลุ่มผู้ป่วย แต่ จะเห็นได้ว่า หากเรามีการใช้ หรือ ศึกษาเพิ่มขึ้น เราจะแยกกลุ่มหรือชนิดผู้ป่วยที่ได้ข้อบ่งชี้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะของผู้ป่วยที่มีความหวังน้อยจากการรักษามาตรฐานในปัจจุบัน

การรักษาเหล่านี้ยังใหม่อยู่ ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่งเริ่ม  คล้ายกับ เมื่อ  20 ปี ก่อน   ที่การฉายรังสีรักษามะเร็งตับ  ยังไม่เป็นมาตรฐาน ที่ก่อให้เกิดคำถามมากมายในการใช้รังสี เพื่อรักษามะเร็งในตับ แต่ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้รังสีจำกัดเฉพาะในก้อนมะเร็ง และปลอดภัยต่อเนื้อตับที่ดี เริ่มเป็นที่ยอมรับในการรักษาเพื่อบรรเทาอาการในกลุ่มโรคระยะลุกลามที่ผ่าตัดไม่ได้   หรือรอยโรคเล็กๆที่มีข้อจำกัดจากการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ หรือ การรักษาร่วมในกรณีที่ผ่าตัดไม่ได้นั่นเองครับ