วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

การตรวจร่างกายด้วยตนเอง ตอนที่ 3: การตรวจบริเวณศีรษะและลำคอ (1)

มะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในอันดับต้นๆของคนไทย ได้แก่ มะเร็งโพรงหลังจมูก ทอนซิล เพดานปาก เหงือก กระพุ้งแก้ม  ไซนัส ต่อมน้ำลาย กล่องเสียง หลอดอาหาร ต่อมธัยรอยด์ รวมทั้งตา หู และจมูก
นอกจากนี้ ยังมีต่อมน้ำเหลืองมักจะเป็นบริเวณที่มีอาการที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ ซึ่งต่อมน้ำเหลืองโตนั้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอง หรือเกิดจากการแพร่กระจายมาจากมะเร็งส่วนอื่นๆ   ซึ่งพบได้จากอวัยวะต่างๆดังนี้

รูปแสดงอวัยวะต่างๆบริเวณศีรษะและลำคอ

แม้ว่าจะมีอวัยวะต่างๆมากมาย แต่หากการตรวจเป็นไปตามขั้นตอนก็สามารถกระทำได้โดยง่ายและครบถ้วน  แต่ในบางตำแหน่งอาจจะต้องใช้การสังเกตอาการ   เพราะเป็นในตำแหน่งที่ลึกกว่าที่จะมองเป็นได้
เราจะเริ่มลำดับการตรวจตั้งแต่ส่วนบนที่สุดก่อน
1. ศีรษะ
ส่วนภายนอกของศีรษะ นอกเหนือจากผิวหนังบริเวณหน้า และอวัยวะต่างๆ ของใบหน้าแล้ว หนังศีรษะก็เป็นส่วนสำคัญที่มักไม่ได้รับการเอาใจใส่ ความผิดปกติที่อาจพบได้ คือ อาจมีแผล ตุ่ม หรือก้อน เกิดขึ้นที่บริเวณหนังศีรษะ หรือใต้ต่อหนังศีรษะ ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยเส้นผม โดยอาจจะไม่มีอาการใดๆ หากไม่ได้ใส่ใจที่จะตรวจดูก็อาจจะทำให้โรคลุกลามไปมากก่อนที่จะตรวจพบ มะเร็งของหนังศีรษะนั้น มักเป็นโรคของหนังศีรษะเอง หรือมะเร็งของเนื้เยื่อและกระดูกบริเวณนั้น แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้ง ที่ตุ่มก้อนนั้น เกิดจากการแพร่กระจายจากมะเร็งในตำแหน่งอื่นมายังกะโหลกศีรษะ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ปรากฏอาการของรอยโรคปฐมภูมิ เช่น มะเร็งต่อมธัยรอยด์ เป็นต้น
การตรวจที่ทำได้ง่าย คือการลูบคลำเวลาที่อาบน้ำ  สระผม หรือแม้แต่เวลาไปร้านทำผมก็อาจจะถามช่างได้ว่ามีตุ่ม หรืออะไรผิดปกติหรือไม่
แต่ถ้าหากเป็นเนื้องอกภายในกะโหลกศีรษะ ส่วนใหญ่ต้องอาศัยอาการหรืออาการแสดง ซึ่งอาการแสดงที่พบบ่อย ได้แก่ อาการปวดศีรษะ ซึ่งอาจพบร่วมกับอาการตามัว อาเจียนโดยมักจะไม่มีอาการคลื่นไส้ เป็นผลมาจากการที่มีการเพิ่มความดันภายในกะโหลกศีรษะ เช่น การเกิดเนื้องอกในสมอง การแพร่กระจายของมะเร็งจากที่อื่นๆ ไปยังสมอง หรือกระดูกฐานกะโหลกศีรษะ
2. ตา
โรคมะเร็งที่ลูกตานั้น พบได้น้อย แต่ชนิดที่พบได้บ่อย และมักเป็นในเด็ก คือ มะเร็งของจอรับภาพ หรือเรติโนบลาสโตมา (retinoblastoma) ซึ่งจะพบลักษณะตาวาวคล้ายตาแมวเวลาต้องแสงไฟ โรคนี้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นหากมีประวัติในครอบครัว พี่น้องของผู้ป่วย จะต้องระวังโรคนี้ และควรพบจักษุแพทย์ เพื่อรับการตรวจโดยละเอียดเป็นครั้งคราว
ในผู้ใหญ่ มักพบอาการผิดปกติทางตาที่เกิดจากมะเร็งในตำแหน่งอื่นๆ มากกว่าที่จะเป็นโรคของลูกตาเอง อาการแสดงออกทางตาที่มีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง ได้แก่
2.1 ตามัว มองไม่ชัด หากเป็นกับตาทั้งสองข้าง มีสาเหตุมาจากการเพิ่มความดันภายในกะโหลกศีรษะ ซึ่งมักเป็นอาการเริ่มแรกอย่างหนึ่งของการเกิดเนื้องอกในสมอง หรือการกระจายของมะเร็งจากตำแหน่งอื่นๆ มายังสมอง มักเกิดร่วมกับการปวดศีรษะและอาเจียนโดยไม่คลื่นไส้หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรง เดินเซ แต่ถ้าเป็นความผิดปกติของตาข้างเดียว มักเป็นโรคของตาโดยตรง
2.2 การมองเห็นภาพซ้อน เกิดจากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อตามัดใดมัดหนึ่ง ซึ่งในมะเร็งโพรงหลังจมูก มักจะเป็นกล้ามเนื้อที่ดึงให้ตากลอกไปทางหางตา และเป็นกับตาข้างเดียว ทำให้เกิดอาการตาเหล่เข้าทางหัวตา ซึ่งไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด แต่ถ้ากล้ามเนื้อยังไม่อ่อนแรงมาก อาจสังเกตไม่เห็นในท่ามองตรง แต่เมื่อเหลือบตาข้างนั้นไปทางหางตา ตาจะไม่สามารถเคลื่อนไปได้จนสุด การที่ลูกตาทั้งสองข้างไม่สามารถเคลื่อนที่ได้สัมพันธ์กัน ทำให้เห็นภาพเป็นสองภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะร่วมด้วย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคมะเร็งของโพรงหลังจมูกที่ลุกลามเข้าสู่ฐานกะโหลกศีรษะ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 6 ที่เลี้ยงกล้ามเนื้อตาทอดอยู่  อย่างไรก็ตาม หากท่านพบความผิดปกติ ไม่ว่าจะเหล่ด้านหน้า หรือเหลือบตาขึ้นลงไม่ถนัด ถือเป็นความผิดปกติที่ต้องพบแพทย์
2.3 ลานสายตาแคบลง ในภาวะปกติ เมื่อตาอยู่ในตำแหน่งกลาง มองตรงไม่เหลือบไปทางใด ลานสายตาทางด้านข้างจะกว้างออกไปประมาณ 100-110 องศาและด้านใกล้กลาง 50 องศา ลานสายตาที่แคบลงนี้มักเกิดทางด้านข้าง โดยมักเกิดจากการกดเบียดประสาทตาช่วงที่อยู่ในกะโหลกศีรษะ มักพบในโรคเนื้องอกของต่อมใต้สมอง (pituitary tumor) กลุ่มนี้บางครั้งจะมีประวัติเดินชนหรือสะดุดของบ่อยๆ 
2.4 มีก้อนเนื้อหรือตุ่มนูนในเยื่อบุตาหรือเปลือกตา อาจเป็นมะเร็งของเยื่อบุตา หรือเปลือกตา
2.5 ตาโปนข้างเดียว เกิดจากการมีเนื้องอกในกระบอกตา หลังต่อลูกตา เช่น มะเร็งของโพรงไซนัสที่ลุกลามทะลุเข้าสู่กระบอกตา หรือการแพร่กระจายของมะเร็งจากที่อื่นมายังกระบอกตา แต่หากมีตาโปนทั้งสองข้างมักพบในโรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ

จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจในส่วนอื่นๆในบริเวณศีรษะและลำคอต่อไปครับ


ทีมสู้มะเร็ง ( ตอนที่ 1,2,3 )


ทีมสู้มะเร็ง ( ตอนที่ 1 )

การต่อสู้กับมะเร็งมีหลายระดับ หลายขั้นตอน เราจะเริ่มตั้งแต่ขึ้นตอนที่พบบ่อยและเป็นปัญหาที่พบอยู่ทุกวัน คือ การต่อสู้เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็งแล้ว

ภาพประกอบจาก : http://www.sharecare.com/health

โรคมะเร็งเป็นโรคที่ซับซ้อน ต้องการทีมการต่อสู้ที่มากเป็นพิเศษ เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาโรคอื่นๆ  ที่แม้จะต้องการองค์ความรู้ความสามารถของผู้รักษา แต่จะมีแนวโน้วที่จะมีแนวทางที่ค่อนข้างชัดเจน ตรงไปตรงมา หรือคาดเดาได้ แต่การรักษามะเร็งซึ่งยังเป็นโรคที่ยังขาดความรู้ที่แท้จริงอีกมาก ทั้งการตรวจวินิจฉัย การรักษาที่แตกต่าง ความเหมาะสมในการรักษาแต่ละบุคคล ซึ่งถ้าวางแผนผิดพลาดจะมีความหมายต่อชีวิต ต่อครอบครัว และกระทบต่อเนื่องทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อมามองดูว่าใครบ้างที่เกี่ยวข้องในทีมสู้มะเร็งของเรา แน่นอนที่สุด คนแรกคือ ผู้ป่วย ถัดมาคือญาติ
ความตื่นตระหนก ความกลัว ความไม่รู้ หรือรู้ไม่จริงจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญกับการตัดสินใจ จนบางครั้งผู้ป่วยอาจจะตัดสินใจหนีการรักษาไปรักษาด้วยสมุนไพรเป็นต้น คำถามคือ ผิดหรือไม่ที่ผู้ป่วยจะไปรักษามะเร็งด้วยสมุนไพร คำตอบคือ ถูกในความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติ เพราะเขาเป็นเจ้าของชีวิต เขาตดสินใจจากความรู้ที่มีอยู่ เช่น เพื่อนข้างบ้าน ไปผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็งแล้วเสียชีวิต เพื่อร่วมงานที่ป่วยเป็นมะเร็งเมื่อได้รับเคมีบำบัดแล้วร่างกายทรุดโทรม และสุดท้ายทรมานจนเสียชีวิต เป็นต้น


ดังนั้น อาจจะพูดได้ว่า ทีมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งอันดับต้นๆ ก่อนที่จะปล่อยให้โอกาสสำคัญในการรักษาหลุดลอยไปคือแพทย์ ที่จะต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องแต่ผู้ป่วยมะเร็งและญาติ 


ทีมสู้มะเร็ง ( ตอนที่ 2 )


ภาพประกอบจาก : http://www.sharecare.com/health
เมื่อตั้งสติได้แล้ว การเข้าพบแพทย์จะต้องเข้าเป็นทีม เช่น สามี ภรรยา พี่ น้อง พ่อแม่ลูก เป็นต้น ทีมจะต้องร่วมกันปรึกษา พร้อมกับแพทย์ เพื่อการตัดสินใจในวางแผนการรักษา

โดยทั่วไป อาวุธชิ้นแรกในการต่อสู้โรคมะเร็ง คือ กำลังใจ

หยุดร้องไห้ หยุดกลัว เรายังมีสิทธิ์คิดรักษา เมื่อลองเปรียบเทียบโรคมะเร็งกับ อุบัติเหตุ, โรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งภัยธรรมชาติ ที่อาจจะมาแบบไม่รู้ตัว ยิ่งน่ากลัวกว่า เรายังมีวันนี้และวันพรุ่งนี้ ขอให้คิดว่าเรายังมีโชคอยู่บ้างในความโชคไม่ดี

คนเป็นมะเร็งแล้วหายมีมากมาย ในสังคมมีเยอะแยะ เพียงแต่ไม่ถูกนำมาเป็นข่าวหรือยกมาเป็นตัวอย่าง หลายคนที่หายแล้ว ก็เป็นการหายขาดที่ไม่ต้องกินยาต่อเนื่องเหมือนโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคไต หรือ โรคหัวใจที่เป็นโรคเรื้อรัง

วิทยาการ สมัยนี้ก้าวหน้ามาก มีเครื่องมือ ยา และความรู้ที่ลึกซึ้งในระดับรหัสพันธุกรรม ที่ทำให้เรารู้สาเหตุ หรือแม้แต่การตอบสนองต่อการรักษา การค้นพบยามุ่งเป้า (Targeted Medicine) ทำให้มีความจำเพาะในการรักษามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นมะเร็งเต้านม ที่สามารถรักษาให้หายได้เป็น 10 ปี ก็เป็นเรื่องปกติ พูดได้ว่ามะเร็งบางชนิด เมื่อรักษาแล้วหายเกือบ 100 % ก็ว่าได้


การช่วยกันเข้าไปเป็นทีม เพื่อเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ไม่รู้ก็ถาม ข้องใจก็กลับมาถามใหม่ เหมือนลงเล่นเกมส์ ที่ต้องรู้กติกา การเล่น วิธีการเล่น ทักษะ ในการเล่น โดยมีกองเชียร์ให้กำลังใจอยู่ข้างๆ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีในการเร่มต้นต่อสู้กับมะเร็ง

ทีมสู้มะเร็ง ( ตอนที่ 3 )


  ภาพประกอบจาก : http://www.sharecare.com/health
อย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนก่อนหน้า หมอเป็นหนึ่งในทีมที่มีความสำคัญมาก เพราะทุกคำพูดล้วนมีความหมายที่ผู้ป่วยและญาติ ที่จะนำกลับไปวิเคราะห์ ทุกอย่างมีความหมายที่เป็นกำลังใจให้ต่อสู้ หรือยอมแพ้ หรือหนีการรักษา

เคยมีหมอคนหนึ่งอธิบายเรื่องภาวะแทรกซ้อนจนผู้ป่วยกลัว  โดยผู้ป่วยเป็นมะเร็งโพรงหลังจมูก มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องมีเลือดกำเดาออกจากจมูก แต่เมื่อตรวจแล้วพบมะเร็งโพรงหลังจมูก ซึ่งต้องรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัดกับรังสี ซึ่งเป็นมาตรฐานในการรักษา มีผลการตอบสนองมากกว่า 80%   มีโอกาสหายขาดได้  ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่เป็นปัญหาคือการที่หมออาจจะอธิบายแล้วทำให้ผู้ป่วยและญาติตื่นตระหนกได้ ตัวอย่างเเช่น คุณมีโอกาสตาบอดได้  และหากภูมิต้านทานไม่ดี อาจจะติดเชื้อได้ ถ้ามีปัญหาการกินหรือการอักเสบของเยื่อบุ ร่างกายอ่อนแอ อาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางกระแสโลหิตร่วมด้วย เป็นต้น

ถึงแม้จะการอธิบายรายละเอียดดังกล่าวจะเป็นมาตรฐานของการอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับตัวโรคและการรักษาและเป็นสิทธิผู้ป่วยที่ควรทราบ แต่ในความเป็นจริงของสังคมไทย ผู้ป่ยและญาติจะรับได้แค่ไหน เพราะการที่พวกเขามาด้วยเลือดกำเดาไหล แต่การรักษาเสี่ยงนี่ เสี่ยงนั่น ถ้าโชคร้าย ก็อาจจะถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนหนึ่งที่ตั้งตัวไม่ติด ก็จะหนีการรักษา ผลที่สุดคือ โรคลุกลามมากขึ้น   ทั้งๆที่ถ้ามีการอธิบายโดยละเอียด และมีการซักถามกันอย่างละเอียด จะรู้ว่าเป็นเพียงโอกาสที่จะเกิด และในปัจจุบัน เทคนิคการฉายรังสีและยาเสริมใหม่ ก็ไม่ได้จะเกิดอันตรายขนาดนั้นได้


ดังนั้นหมอที่เป็นหนึ่งในทีมก็ต้องระมัดระวัง  สังเกตผู้ป่วยนอกจาสภาพร่างกายให้มาก ว่าผู้ป่วยมีปัญหาหรือมีความกลัวอะไร การบอกวิธีการรักษา และภาวะแทรกซ้อน การป้องกันภาวะแทรกซ้อน เป็นเรื่องจำเป็น ควรบอกมากน้อยเพียงไร ต้องวิเคราะห์ให้ดี อย่าทำให้ผู้ป่วยตื่นตระหนก ต้องให้เวลา เตรียมตัว เตรียมใจ และปรับตัวด้วยเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

การตรวจร่างกายด้วยตนเอง ตอนที่ 2 : การตรวจผิวหนัง



ผิวหนังเป็นตำแหน่งที่เกิดมะเร็งได้บ่อย แม้จะไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ แต่ที่น่าสนใจคือเป็นมะเร็งที่สามารถรักษาให้หายขาดได้มากกว่า 90% เนื่องจากสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ในระยะแรกๆ ยกเว้นกลุ่มมะเร็งเม็ดสีที่เราเรียกว่า เมลาโนม่า (Melanoma)

https://www.sharecare.com/health/skin-cancers










ความผิดปกติที่บริเวณผิวหนังสามารถแสดงให้เห็นได้โดยชัดเจนคือ

1. มีตุ่ม ไฟ หูด เกิดเพิ่มขึ้น หรือมีการเปลี่ยนแหลงไปจากเดิม เช่น โตลุกลามมากขึ้น มีสีเข้มขึ้นหรือแตกออกเป็นแผล มีเหลือด หรือน้ำเหลืองไหล
2. เกิดแผลเรื้อรังที่ผิวหนัง และรักษาไม่หาย
3. การเปลี่ยนแปลงของแผลเป็น เช่น แผลที่ไหม้เป็นเวลานาน ส่วนผู้ที่กินยาหม้อหรือยาจีน และยาแผนโบราณเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะมีสารหนูเป็นองค์ประกอบ อาจพบลักษณะที่มีการหนาตัวของผิวหนังเป็นหย่อมๆ ทั่วๆไฟ ฝ่ามือฝ่าเท้าทีลักษณะหนา แห้ง แข็ง ซึ่งผิวหนังในบริเวณดังกล่าว อาจเกิดเป็นแผลเรื้อรังและกลายเป็นมะเร็งได้

ลักษณะเฉพาะของโรคมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง ทีมักเกิดบริเวณใบหน้าคือ มะเร็งชนิด Basal Cell Carcinoma จะมีลักษณะเป็นแผลที่มีขอบยกสูง อาจมีขุดสีดำๆ และมักเกิดบนผิวหนังในบริเวณ T-zone ของใบหน้า คือ ระดับ ตา ระหว่างคิ้ว และลงมาในแนวจมูกและปาก


การตรวจวินิจฉัยที่แน่นอนเมื่อตรวจพบความผิดปกติ คือ การตัดชิ้นเนื้อเพื่อการพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา ซึ่งข้อนี้ผู้ป่วยส่วนมากมักไม่ให้ควาสนใจ โดยคิดว่าเมื่อตัดออกแล้ว ก็แปลว่าหายแล้ว และไม่ได้กลับไปฟังผลจากแพทย์อีกครั้ง อาจจะทำให้การรักษาไม่เพียงพอ และกลับไปเป็นใหม่อยู่เสมอ ดังนั้นทุกครั้งที่ได้รับการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นเพียงไฝหรือหูด ผู้ป่วยควรให้ความสำคัญในการกลับไปติดตามผลจากแพทย์ตามคำแนะนำของแพทย์